แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซอฟต์แวร์ที่น่าสนใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซอฟต์แวร์ที่น่าสนใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

App ตัวช่วยการเดินทาง

กระทรวงคมนาคม ได้รวบรวมแอปพลิเคชัน ที่ทุกคนควรมีติดเครื่องโทรศัพท์ไว้ เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการเดินทาง ให้สะดวกสบาย ง่ายทุกเส้นทางทั้งใกล้และไกล

📲สามารถดาวน์โหลดไว้ในเครื่องได้ทั้งระบบ iOS และ Android ซึ่งมีทั้งหมด 8 แอปพลิเคชัน ดังนี้

👉1. Google Map  

สำหรับค้นหาและบอกเส้นทาง สถานที่ต่าง ๆ ร้านอาหาร ถนน 

👉2. Moovit  

สำหรับการเดินทางในเมืองและการขนส่งสาธารณะ

👉3. Viabus 

สำหรับติดตามตำแหน่งรถและตรวจสอบสถานะรถโดยสารสาธารณะ

👉4. DOH to Travel 

แอปพลิเคชันของกรมทางหลวงที่จะช่วยคุณค้นหาเส้นทาง สถานที่สำคัญ แนะนำการเดินทาง 

👉5. M Traffic 

สำหรับติดตามสภาพจราจรแบบ Real Time และตรวจสอบปริมาณการจราจร รวมทั้งอัปเดตข้อมูลข่าวสารของมอเตอร์เวย์ และช่วยวางแผนการเดินทาง

👉6. Bkk Rail 

สำหรับค้นหาข้อมูลเส้นทางสถานีรถไฟฟ้า แสดงแผนที่รถไฟฟ้าทั้งหมด ข้อมูลสถานี ตารางเวลา สิ่งอำนวยความสะดวกในสถานี

👉7. BTS SkyTrain 

สำหรับผู้ที่ต้องการใช้การเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS ที่สามารถตรวจสอบก่อนการเดินทาง เพียงระบุปลายทาง หรือเลือกสถานี ที่ต้องการเดินทาง เพื่อคำนวณเวลาและค่าโดยสาร

👉8. Bangkok Metro Transit Map 

สำหรับผู้ที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้า ซึ่งมีข้อดี คือ สามารถใช้งานแบบไม่มีอินเทอร์เน็ต #แอปพลิเคชันการเดินทาง

.อ้างอิง  FB : 1197สายด่วนจราจร

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2565

เครื่องมือครู

Trello 

คือเครื่องมือภาพที่เพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงาน โดยเฉพาะทำงานในรูปแบบทีม การจัดการโปรเจกต์ ขั้นตอนการทำงานที่ง่าย และติดตามงานได้ทุกประเภท เพิ่มไฟล์ รายการตรวจสอบ หรือแม้กระทั่งการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งสามารถกำหนดได้ด้วยตัวเองทั้งหมดเพื่อให้เข้ากับการทำงานของทีมได้มากที่สุด ช่วยให้ครูวางแผนการสอน หรือแบ่งตารางการทำงานต่าง ๆ กับเพื่อนร่วมงานสะดวกมากขึ้นแม้ว่าต้องสอนออนไลน์

ลองเข้าไปใช้งานหรือศึกษาเพิ่มเติมที่ >> https://trello.com/th/guide/trello-101 

Dropbox 

คือเครื่องมือที่สามารถเรียกใช้ ไฟล์งานต่างๆ ของเราได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เข้าถึงไฟล์งานด้วยคอมพิวเตอร์ Notebook, PC หรือ มือถือ ก็สามารถเข้าถึงไฟล์งานของเราได้อย่างง่ายดาย และตรงกันเสมอ ไม่ว่าครูจะสอนออนไลน์ที่บ้าน หรือที่โรงเรียนก็สามารถเข้าถึงการทำงานได้ทันทีไม่ต้องเซฟใส่แฟลชไดรฟ์ไปทุกที่อีก ทำงานผ่านออนไลน์ได้เลย

ลองเข้าไปใช้งานหรือศึกษาเพิ่มเติมที่ >> https://www.dropbox.com/th_TH/features 

Topworksheets

คือเว็บไซต์สำหรับสร้างนวัตกรรมใบงานมีชีวิตให้ครูสร้างใบงานออนไลน์ และส่งให้นักเรียนเข้ามาทำ พร้อมตรวจคำตอบอัตโนมัติ และในเว็บยังมีใบงานสำเร็จรูปหลากหลายให้ครูนำมาดัดแปลงใช้งานอีกด้วย ช่วยลดภาระครูลงได้เยอะ! 

ลองเข้าไปใช้งานหรือศึกษาเพิ่มเติมที่ >> https://www.topworksheets.com/th/home 

Loom 

คือโปรแกรมบันทึกวิดีโอและภาพหน้าจอจากคอมพิวเตอร์ของคุณแบบ Real-time เป็นส่วนเสริมของ Google Chrome สามารถดาวน์โหลดและใช้งานได้ฟรี ใช้งานง่ายเพียงแค่ไม่กี่ขั้นตอน เพียงกดบันทึกหน้าจอ เสียง และกล้อง ก็สามารถสร้างวิดีโอสำหรับสอนเด็ก ๆ ได้แล้ว หรือจะใช้กับการเปิด โปรแกรม PowerPoint ในการประชุม หรือนำเสนอผลงานทางวิชาการ

ลองเข้าไปใช้งานหรือศึกษาเพิ่มเติมที่ >>  https://www.loom.com 

Edpuzzle

เว็บไซต์ที่ให้ผู้สอนสร้างสื่อเนื้อหาบทเรียนมัลติมีเดียให้มีความน่าสนใจ สามารถสร้างสื่อบทเรียนปฏิสัมพันธ์ได้อย่างง่ายผ่านการตัดต่อคลิปวิดีโอ แทรกคำถาม และทำให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกกับการทดสอบและการวัดประเมินผล คุณครูทั้งหลายยังสามารถประยุกต์ใช้ Edpuzzle ในกระบวนการเรียนการสอนทั้งในรูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning และในรูปแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ได้อีกด้วย

ลองเข้าไปใช้งานหรือศึกษาเพิ่มเติมที่ >>  https://edpuzzle.com/ 

Slido

คือเว็บไซต์และแอปพลิเคชันสำหรับการจัดประชุมและสัมมนา ที่ใช้งานผ่านสมาร์ตโฟนได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่รวบรวมคำถามวิทยากร (Q&A) ทำโพลสำรวจ (Opinion Poll) รวบรวมคลังความคิด (Word Clouds) ได้รับความนิยมมากในการประชุมสัมมนาทางวิชาการเพราะเป็น applicationที่ช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์กันได้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในห้องเรียนได้อย่างดี เพื่อการเรียนการสอนที่สนุกมากขึ้น 

ลองเข้าไปใช้งานหรือศึกษาเพิ่มเติมที่ >> https://www.sli.do/ 

Mentimeter

คือเครื่องมือที่ใช้สำหรับสร้างสื่อนำเสนอที่ผู้เรียนสามารถมีส่วนร่วมในการโต้ตอบ ระดมสมอง แสดงความคิดเห็นกับผู้สอนผ่านแบบสอบถามออนไลน์ได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นคำถามแบบปรนัย คำถามปลายเปิด แบบเรียลไทม์ ช่วยให้การเรียนการสอนมีความน่าสนใจ เพิ่มการมีปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียนได้มากยิ่งขึ้น

ลองเข้าไปใช้งานหรือศึกษาเพิ่มเติมที่ >> https://www.mentimeter.com/ 

Quizizz และ Kahoot

คือแพลตฟอร์ม (Platform) แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านเกมในรูปแบบควิซโชว์ (Quiz Show) ที่มีรูปแบบการตอบให้เลือกหลากหลาย ให้เด็ก ๆ สนุกกับการตอบคำถามระหว่างเรียน หรือใช้เป็นแบบทดสอบก่อน - หลังเริ่มเรียนแถมยังสร้างเป็นลิงก์การบ้านส่งต่อให้เด็ก ๆ ทำเองได้ นอกจากนี้ยังทำงานเป็นทีมและแชร์ควิซของตนเองกับเพื่อนครูด้วยกันเพื่อนำไปใช้หรือดัดแปลงให้เข้ากับการสอนของตัวเองได้อีกด้วย

ทั้ง 2 เว็บไซต์มีจุดเด่นต่างกันคือ 

✍Quizizz

มีฟังก์ชันพิเศษระหว่างเล่นจะมีไอเทมให้เด็กเลือกใช้เพิ่มความสนุกคล้ายเกมมากขึ้นกว่าเกมควิซโชว์ความรู้แบบเดิม ๆ 

✍Kahoot : 

มีควิซสำเร็จรูปจากองค์กรระดับโลกต่าง ๆ มาให้คุณครูเลือกนำไปใช้ในคาบเรียนได้ทันที 

ลองเข้าไปใช้งานหรือศึกษาเพิ่มเติมที่ 

Quizizz >> https://quizizz.com/ 

Kahoot >> https://kahoot.com/ 

Canva for Education

เชื่อว่าคุณครูทุกคนต้องเคยใช้ กับ Canva  for Education ที่สนับสนุนให้คุณครูทั่วโลกสามารถเข้าใช้ได้ฟรี สร้างสรรค์งานได้หลากหลาย ทั้งใบงาน ใบความรู้ สไลด์การสอน ตัดต่อคลิปวิดีโอ พร้อมรูปเทมเพลตแบบสำเร็จให้เลือกมากมาย

ลองเข้าไปใช้งานหรือศึกษาเพิ่มเติมที่ >> https://www.canva.com/th_th/education/ 

อ้างอิง  https://tinyurl.com/ytcfmxtx

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

แก้ไข PDF

ไฟล์ PDF ถูกสร้างขึ้นโดย Adobe ในปี 1990 ไม่เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะรูปแบบไฟล์ Office แต่ปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างมากและมักใช้ในการบันทึกเอกสารทางการค้า การนำเสนอ ใบแจ้งหนี้ เอกสารราชการ และเอกสารทางกฎหมายอื่นๆ เป็นต้น ลักษณะเฉพาะคือจะไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหา เลย์เอาต์และการตั้งค่าเมื่ออุปกรณ์เปลี่ยนไป

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากรักษาการจัดรูปแบบดั้งเดิม เนื้อหาของไฟล์จึงไม่สามารถแก้ไขได้ง่ายหรือคัดลอก ขนาดของไฟล์โดยทั่วไปจะเล็กกว่าไฟล์ในรูปแบบอื่นๆ ดังนั้น คนชอบใช้ PDF บันทึกข้อมูลเพราะสะดวกต่อการใช้งานมาก

เพียงเพราะว่าไฟล์ PDF ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นสำหรับการแก้ไข หากคุณต้องการแก้ไขไฟล์ PDF คุณไม่สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือเสริม ดังนั้นเราจึงได้เตรียมเครื่องมือบางอย่างที่ควรค่าแก่การแนะนำ ช่วยให้คุณแก้ไขไฟล์ PDF ของคุณได้อย่างง่ายดายเมื่อคุณต้องการทำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญบางอย่างในไฟล์ PDF ของคุณโดยไม่ต้องใช้ Adobe Acrobat DC

1. EasePDF

ในโปรแกรมแก้ไข PDF จำนวนมากบน อินเตอร์เนต EasePDF มีเครื่องมือแก้ไขที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ส่วนใหญ่มากที่สุด EasePDF มีฟังก์ชันในการเพิ่มรูปร่าง เพิ่มข้อความ ปรับเปลี่ยนสีของแบบอักษรหรือเส้น ปรับความหนาของเส้น แทรกรูปภาพ เน้นข้อความ ฯลฯ ในหมู่พวกเขา คุณสามารถปรับขนาดแบบอักษรเมื่อเพิ่มข้อความ และเลือกว่า จะต้องเป็นตัวหนาหรือตัวเอียง รูปแบบของการเลือกขนาดฟอนต์ก็มีความหลากหลายเช่นกัน ซึ่งไม่ได้กำหนดอย่างเข้มงวดว่ามีเพียงสามขนาด ใหญ่ กลาง และเล็ก นอกจากนี้ ผู้ใช้สามารถคลิกที่ลูกศรสองอันที่อยู่ถัดจากปุ่มไฮไลต์เพื่อกลับไปยังขั้นตอนก่อนหน้าหรือยกเลิกการปรับแต่งเมื่อใดก็ได้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง EasePDF นั้นเพียงพอสำหรับความต้องการในการแก้ไขของคุณ และยังได้รับการแนะนำมากที่สุดในโปรแกรมแก้ไข PDF จำนวนมากอีกด้วย

ขั้นตอนที่ 1. ก่อนอื่น ไปเยี่ยมชม EasePDF Online PDF Editor กัน
(https://www.easepdf.com/th/edit-pdf/)

ขั้นตอนที่ 2 อัปโหลดไฟล์ PDF ของคุณผ่าน Google Drive, Dropbox, ลิงค์ URL หรือจากคอมพิวเตอร์ในพื้นที่ของคุณ

ขั้นตอนที่ 3 ตอนนี้คุณได้เข้าสู่หน้าแก้ไขแล้ว อย่างที่คุณเห็น มีชุดเครื่องมืออยู่ด้านบนสุดของหน้า คุณสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ หากคุณต้องการเพิ่มข้อความ เซิร์ฟเวอร์จะแสดงชุดตัวเลือกอื่นให้คุณเลือกสี ขนาด แบบอักษร และอื่นๆ ของข้อความโดยอัตโนมัติ หากคุณต้องการลบข้อความหรือรูปภาพที่เพิ่มเข้าไป คุณสามารถคลิกไอคอน " ลบ " โดยตรง หรือเลือก เลิกทำ เพื่อกลับไปยังขั้นตอนก่อนหน้า

ขั้นตอนที่ 4 เมื่อคุณแก้ไขเสร็จแล้ว เพียงคลิกที่ปุ่มสีแดง " บันทึก " เพื่อบันทึกไฟล์ PDF ของคุณ

ขั้นตอนที่ 5. สุดท้าย อย่าลืมดาวน์โหลดไฟล์ที่แก้ไข เช่นเดียวกับการอัปโหลดไฟล์ คุณสามารถเลือกวิธีต่างๆ ในการบันทึกไฟล์ หรือคัดลอกลิงก์ซึ่งเซิร์ฟเวอร์สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติเพื่อแชร์ไฟล์กับผู้อื่น

** ฟังก์ชันการสร้างลายเซ็นไม่รวมอยู่ใน Edit PDF หากใช้ลายเซ็น สามารถลอง EasePDF ลงชื่อ PDF (https://www.easepdf.com/th/esign-pdf/)

2. Soda PDF Online

หากต้องการโปรแกรมแก้ไข PDF ที่ค่อนข้างเป็นมืออาชีพสำหรับการแก้ไขที่ซับซ้อน สามารถลองใช้ Soda PDF

การแก้ไข PDF ด้วย Soda Online PDF จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังแก้ไขไฟล์ด้วย Microsoft Word ไม่เพียงแต่รูปแบบการทำงานจะคล้ายกันแต่ยังมีเครื่องมือที่หลากหลายอีกด้วย คุณสามารถเพิ่มข้อความและลบเนื้อหาต้นฉบับในไฟล์ได้ คุณยังสามารถย้าย ลบ แยก แยกและหมุนหน้า และยังปรับขนาดหน้าและระยะขอบได้อีกด้วย เมื่อคุณปรับข้อความเสร็จแล้ว ให้ดูที่แถบเมนูด้านบน และคุณจะพบว่าคุณยังสามารถแทรกรูปภาพ ความคิดเห็น แบบฟอร์ม และอื่นๆ ได้ สุดท้ายนี้ คุณสามารถเลือกแปลงไฟล์ PDF เป็นไฟล์รูปแบบอื่นได้โดยตรง หรือเพียงแค่บันทึกเป็นไฟล์ PDF ใหม่

ขั้นตอนที่ 1. ไปที่ SODA PDF ONLINE > ดูและแก้ไข > PDF Editor 
(https://www.sodapdf.com/pdf-editor/)

ขั้นตอนที่ 2 อัปโหลดไฟล์ PDF ของคุณผ่าน Google Drive, Dropbox หรือคอมพิวเตอร์ของคุณ

ขั้นตอนที่ 3 ตอนนี้ คุณจะเห็นแผงการทำงานเช่น Office Word! หากคุณต้องการแก้ไขเท่านั้น คุณสามารถมุ่งเน้นไปที่ EDIT , INSERT และ FORMS หากคุณต้องการแปลงรูปแบบหลังจากแก้ไข ให้คลิก CONVERT

ขั้นตอนที่ 4. คลิกไอคอน " ดาวน์โหลด " ด้านบน VIEW ที่มุมซ้ายบนของหน้า

ขั้นตอนที่ 5. สุดท้าย เซิร์ฟเวอร์จะดาวน์โหลดไฟล์ให้คุณโดยอัตโนมัติ

แม้ว่า Soda PDF Online จะมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ชำระเงิน เครื่องมือบางตัวที่เราได้กล่าวมาข้างต้นไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างอิสระ คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับราคาและตัดสินใจว่าจะจ่ายหรือไม่

3. PDF2GO

มีเครื่องมือที่น่าสนใจหลายอย่างใน PDF2GO ที่น่าลอง อันแรกคือ Dash Line และอีกอันคือ Polygon บรรณาธิการไม่กี่คนมีเครื่องมือเหล่านี้ หากคุณเคยใช้ซอฟต์แวร์ PS มาก่อน คุณจะรู้วิธีใช้รูปหลายเหลี่ยม

สังเกตว่าหากไฟล์มีขนาดใหญ่เกินไป ความเร็วในการอ่านหน้าจะช้าลงเล็กน้อย แต่จะไม่ส่งผลต่อการใช้งาน

ขั้นตอนที่ 1 ไปที่ PDF2GO Online PDF Editor แล้วคลิกเข้าไปที่ Edit PDF 
(https://www.pdf2go.com/edit-pdf)

ขั้นตอนที่ 2 อัปโหลดไฟล์ PDF 

ขั้นตอนที่ 3 แผงควบคุมการทำงานของ PDF2GO นั้นไม่ซับซ้อนเท่า Soda PDF เมื่อแก้ไขแล้วยกเลิกสามารถคลิก รีเซ็ต

ขั้นตอนที่ 4 ที่ด้านบนขวาของหน้าจะมีปุ่มสีเขียวขนาดใหญ่พร้อม บันทึก อยู่ คลิกที่มันและคุณสามารถบันทึกไฟล์

4. Smallpdf

Smallpdf เป็นที่รู้จักในฐานะโปรแกรมแก้ไข PDF ออนไลน์แบบ all-in-one 

นอกจากนี้ Smallpdf ยังเหมาะสำหรับการแก้ไขไฟล์อย่างง่ายเท่านั้น เนื่องจากไม่มีเครื่องมือมากมาย ใช้งานได้ฟรี อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ที่ไม่ชำระเงินจะมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ขนาดไฟล์และการใช้งานฟรีสองครั้งต่อชั่วโมง

ขั้นตอนที่ 1. ไปที่ Smallpdf Edit PDF (https://smallpdf.com/edit-pdf)

ขั้นตอนที่ 2 คุณสามารถอัปโหลดไฟล์ PDF จาก Google Drive, Dropbox และคอมพิวเตอร์ในพื้นที่ของคุณ

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อคุณเข้าสู่หน้าคุณสามารถเห็นเครื่องมือที่ด้านบนของหน้าได้อย่างชัดเจน ตอนนี้คุณสามารถเริ่มแก้ไขไฟล์ PDF ด้วยเครื่องมือที่เรียบง่ายและใช้งานง่ายเหล่านั้น

ขั้นตอนที่ 4 มีปุ่มสีเขียวที่ด้านล่างของหน้าเพื่อแจ้งว่าคุณแก้ไขเสร็จแล้วหรือไม่ หากคุณทำเสร็จแล้ว ให้คลิก เสร็จสิ้น

ขั้นตอนที่ 5. อย่าลืมดาวน์โหลดไฟล์ PDF ของคุณ หากคุณต้องการเครื่องมืออื่นๆ ในการแก้ไข PDF Smallpdf ยังมีเครื่องมือที่เกี่ยวข้องสำหรับคุณในหน้าดาวน์โหลดอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2565

แก้ไขไฟล์รูปภาพที่ preview ไม่ได้

ใครเคยเจอปัญหานี้บ้าง เมื่อนำรูปจากมือถือ หรือ ที่อื่นๆ มาไว้ในเครื่องคอมของเราแล้วเปิดดูรูปในโปรแกรม Windows photo viewer ไม่ได้ แสดงข้อความว่า 

Windows Photo Viewer can't display this picture because there might not be enough memory available on your computer.  Close some programs that you aren't using or free some hard disk space (if it's almost full), and then try again.

สามารถแก้ไขได้ 2 วิธี

1. notepad++ (ดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่ https://notepad-plus-plus.org/downloads/) ให้เปิดไูฟล์รูปใน notepad++ (คลิกรูปและเลือก edit notepad++) 

บรรทัดแรก ให้ค้นหาข้อความที่อ่านได้ว่า "ICC_PROFILE" แล้วแก้ไข E ตัวสุดท้ายเป็นอักษรอื่น แล้วจัดเก็บทับในไฟล์เดิมก็จะเปิดดูรูปในโปรแกรม Windows Photo Viewer ได้ปกติ

2. pixillion image converter ((ดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่ https://www.nchsoftware.com/imageconverter/index.html) ให้เปิดโปรแกรมนี้ แล้วลากไฟล์ทั้งหมดที่มีปัญหาดังกล่าวใส่ไปในโปรแกรม คลิกคำสั่ง  convert  อยู่ด้านล่างขวามือ ทุกไฟล์รูปก็จะเปิดดูรูปในโปรแกรม Windows Photo Viewer ได้ปกติ

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

เว็บไซต์ให้บริการ “Email Marketing” ฟรี!

 Email Marketing เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดแบบออนไลน์
ที่มีรูปแบบการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในลักษณะของการส่งอีเมล
วัตถุประสงค์สามารถเลือกได้หลากหลายรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็น เพื่อการประชาสัมพันธ์, การโฆษณา
หรือการเชิญชวน เป็นต้น โดยเราสามารถส่งอีเมลออก
ได้ครั้งละจำนวนมากๆ ก็ได้ต่อหนึ่งครั้ง

แล้วทำไมเราถึงควรใช้ Email Marketing แทนการใช้อีเมลแบบปกติในการส่งข้อมูล?

  • คุณสามารถส่งหลายๆ อีเมลในครั้งเดียวได้ ไม่ว่าคุณจะส่งครั้งละเป็นร้อยหรือพันโอกาสที่จะถูกตีกลับมานั้น มีน้อยมาก
  • อีเมลจะไม่ถูกดันว่าเป็น Spam เพราะการใช้ Email Marketing จะมีฟีเจอร์ให้สามารถเลือกกด Unsubscribe ได้
  • ส่งได้แบบอัตโนมัติ ไม่ต้องคอยนั่งส่งอีเมลแบบเดิมๆ ซ้ำๆ เพราะส่วนใหญ่ทุกเว็บที่ให้บริการจะมีฟีเจอร์ Transactional Service คอยช่วยเหลือ
  • ใช้ฟรีแถมยังวิเคราะห์ผลให้เราได้ด้วย เราสามารถดูได้ว่า ผลตอบรับที่เราส่งอีเมลออกไปนั้นเป็นอย่างไรบ้าง มีคนเปิดอ่านกี่คน, ส่งไปไม่ถึงกี่คน เป็นต้น

เว็บไซต์ให้บริการ “Email Marketing” แนะนำประจำปี 2020

1. Constant Contact : https://www.constantcontact.com

2. Sendinblue : https://www.sendinblue.com

3. Drip : https://www.drip.com

4. ConvertKit : https://convertkit.com

5. AWeber : https://www.aweber.com

6. Mailchimp : https://mailchimp.com

7. GetResponse : https://www.getresponse.com

8. MailerLite : https://www.mailerlite.com

9. Keep : https://keap.com

อ้างอิง  https://tinyurl.com/3b5wswpc

วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2564

แอพตัดต่อวิดีโอ ใส่เพลง ฟรี/ไม่มีลายน้ำ

1. VLLO (Android&iOS)

VLLO เป็นหนึ่งใน แอพตัดต่อวิดีโอ ใส่เพลง ฟรี ไม่มีลายน้ำ ยอดฮิต ด้วยหน้าตาที่ดูใช้งานง่าย มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่หลากหลาย ลูกเล่นพราวแพรว จึงเป็นหนึ่งใน แอพตัดต่อวิดิโอบน iphone ipad และมือถือ Android สุดปัง สายวิดิโอไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

ข้อดี-จุดเด่น

  • แอพตัดต่อฟรี ไม่มีลายน้ำ
  • ฟีเจอร์ครบ ใส่เสียงเพลงประกอบ ใส่ข้อความ เรียบเรียงวิดีโอ ปรับความเร็ว และเบลอภาพ

เหมาะกับ: นักตัดต่อมืออาชีพ, ยูทูปเบอร์, ครีเอเตอร์, นักการตลาด

2. CapCut (Android & iOS)

 เป็น แอพตัดต่อวิดีโอ สาย TikTok ที่มีชื่อเดิมว่า Viamaker ความดีงามแอพนี้คือการใช้งานง่าย เอฟเฟกต์เยอะ มีเพลงให้เลือกมากมาย เป็น app ตัดต่อวิดิโอ iOS & Andriod ที่เหมาะกับมือใหม่ที่อยากตัดต่อวิดีโอลง TikTok สุดๆ

ข้อดี-จุดเด่น
  • ใช้งานได้หลายหลายระบบ เป็นแอพตัดต่อ
  • ใช้งานง่าย ฟีเจอร์ครบ ปรับวิดีโอให้ย้อนกลับ (Reverse) และปรับความเร็วได้
  • ฟิลเตอร์และเอฟเฟกต์เพียบ
  • มีเพลงฮิตมากมายให้เลือก
  • ลบพื้นหลังวิดีโอที่ใช้ Green Screen ได้
  • รองรับความละเอียด 4K
เหมาะกับ: ยูทูปเบอร์, ครีเอเตอร์, อินฟลูเอนเซอร์

3. YouCut (Android)

เป็น แอพตัดต่อวิดีโอ Android ที่ฟรีและไม่ติดลายน้ำ ผู้พัฒนาเดียวกันกับโปรแกรม InShot หน้าตาใช้งานง่าย เหมาะสมกับผู้ใช้งานหลากหลาย มีฟังก์ชั่นพื้นฐานที่โปรแกรมตัดต่อวิดีโอโปรๆ มี เช่น การหมุน/พลิก/ครอปตัดวิดีโอ

ข้อดี-จุดเด่น
  • แอพตัดต่อฟรี ไม่มีลายน้ำ
  • คุณภาพคงเดิมเมื่อบีบอัดไฟล์วิดีโอ
  • มีเอฟเฟกต์ให้เลือกเยอะ
  • รองรับความละเอียด 4K
เหมาะกับ: ยูทูปเบอร์, ครีเอเตอร์, เอเจนซี่

4. Prequel (Android & iOS)

app ตัดต่อวิดีโอบน ipad iphone และมือถือ Android สายเอฟเฟกต์ โดยเจ้าตัวนี้จะเน้นไปที่การแต่งเอฟเฟกต์วิดีโอและภาพนิ่งในสไตล์ 90’s และ Aesthetic ซึ่งบอกเลยว่าเอฟเฟกต์สวยๆ มีเยอะมากแม้จะเป็นเวอร์ชั่นฟรีก็ตาม แถมยังทำให้ภาพนิ่งมีมิติเคลื่อนไหวเอามาประกอบวิดีโอได้ดีมาก!

ข้อดี-จุดเด่น
  • แอพตัดต่อฟรี ไม่มีลายน้ำ
  • มี Template วิดีโอที่เหมาะกับคอนเทนต์บน TikTok และ Reels
  • มีมากกว่า 800 เอฟเฟกต์ จะแต่งวิดีโอสไตล์ 90’s หรือ Aesthetic ก็สวยพร้อม
  • คะแนนบน Play Store: 3.5/5
เหมาะกับ: ยูทูปเบอร์, ครีเอเตอร์, อินฟลูเอนเซอร์

5. Quik (Android & iOS)

เป็นแอพพลิเคชั่นตัดต่อวิดีโอฟรีบนมือถือจาก GoPro ที่ใช้งานได้ง่าย มีความสะดวกไม่ยุ่งยาก จิ้มไม่กี่ครั้งก็ทำให้ไฮไลท์วิดีโอของคุณออกมาปังด้วยระบบจับจังหวะอัตโนมัติ

ข้อดี-จุดเด่น
  • แอพตัดต่อฟรี ไม่ติดลายน้ำ
  • ใช้งานง่าย ฟีเจอร์ครบ ปรับแสงสีได้
  • จับช่วงไฮไลท์ของวิดีโอให้ตรงกับจังหวะของเพลงอัตโนมัติ
  • เลือกเพลงฟรีได้
เหมาะกับ: ยูทูปเบอร์, ครีเอเตอร์, อินฟลูเอนเซอร์

6. VN (Android & iOS)

แอพตัดต่อวิดีโอ ฟรี ไม่มีลายน้ำ ไม่มีโฆษณา เหมาะกับมือใหม่และมือโปร มีหลากหลายฟีเจอร์ครบครันทำได้ไปจนถึงคีย์เฟรมเลยทีเดียว

ข้อดี-จุดเด่น
  • แอพตัดต่อฟรี ไม่ติดลายน้ำ
  • มีข้อความหลากหลายแบบ และใส่ซับไตเติลได้
  • มีฟิลเตอร์ เอฟเฟกต์ และปรับความเร็วของวิดีโอ
  • มี Template วิดีโอให้เลือกใช้
เหมาะกับ: นักตัดต่อมืออาชีพ, ยูทูปเบอร์, ครีเอเตอร์, อินฟลูเอนเซอร์

7. Videoleap (Android & iOS)

ไม่ว่าจะมือใหม่หรือมือโปรด้านการตัดต่อแอพพลิเคชั่น Videoleap ตัวนี้เอาอยู่แน่นอน เพราะใช้งานง่าย หน้าตาก็ Friendly ต่อผู้ใช้งาน

ข้อดี-จุดเด่น
  • แอพตัดต่อฟรี ไม่ติดลายน้ำ
  • ตัดต่อ Green Screen 
  • มีฟิลเตอร์ เอฟเฟกต์ สติกเกอร์ ซาวน์เอฟเฟกต์ รวมถึงปรับความเร็วได้
  • มี Stock วิดีโอจาก Pixabay
เหมาะกับ: นักตัดต่อมืออาชีพ, ยูทูปเบอร์, ครีเอเตอร์, อินฟลูเอนเซอร์

อ้างอิง   https://tinyurl.com/9hec5vsy

วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ระบบประชุมออนไลน์ของคนไทย ใช้ฟรี

 วีคลาส.ไทย ...ระบบประชุมออนไลน์ บริการฟรี, ใช้งานง่าย และไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่ม

📝 วิธีใช้งาน วีคลาส.ไทย

https://www.thnic.co.th/th/news/22/

💻 ประชุมออนไลน์ได้ที่: วีคลาส.ไทย หรือคลิก  https://xn--42c0eeo3bp.xn--o3cw4h/

อ้างอิง   https://tinyurl.com/3abkf85e

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564

เว็บย่อไฟล์ PDF

เอาอยู่ทุกไฟล์ เปิดดูเครื่องไหนก็ไม่เพี้ยน 

หลายคนยกให้ PDF เป็นไฟล์ยอดฮิตของชาวออฟฟิศ แต่ก็ยังไม่วายเจอปัญหา ถ้าไฟล์ที่ต้องการส่งใหญ่เกินไป ส่งเมลไม่ผ่าน ส่ง LINE ก็ใช้เวลาโหลดนานเกินเรื่อง

ใครเจอปัญหานี้อยู่ กับ 3 เว็บย่อไฟล์ PDF ที่ใช้งานได้ไม่ยุ่งยาก แถมปรับแต่งเองได้จากหน้าเว็บ ลองเอาไปใช้กัน

1. https://smallpdf.com/th/compress-pdf

  • ใช้งานฟรี  7 วัน
  • ไม่จำกัดขนาดไฟล์ในการแปลง
  • มีตัวเลือกบีบอัดไฟล์ได้
  • รองรับ cloud บน Google drive, Dropbox
  • มีฟังก์ชั่นเพิ่มเติม
  • รองรับทั้ง platform บน Mac, Windows หรือ Linux 

2. https://pdfcandy.com/th/compress-pdf.html

  • ใช้งานฟรี
  • จำกัดขนาดไฟล์ในการแปลงไม่เกิน 256 MB
  • ไม่มีตัวเลือกบีบอัดไฟล์ได้
  • รองรับ cloud บน Google drive, Dropbox
  • มีฟังก์ชั่นเพิ่มเติม
  • รองรับเฉพาะ online only

3. https://avepdf.com/th/compress-pdf

  • ใช้งานฟรี
  • จำกัดขนาดไฟล์ในการแปลงไม่เกิน 256 MB
  • มีตัวเลือกบีบอัดไฟล์ได้
  • รองรับ cloud บน Google drive, Dropbox
  • มีฟังก์ชั่นเพิ่มเติม
  • รองรับเฉพาะ online only

นอกจากจะบีบอัดไฟล์ได้แล้ว ยังสามารถแปลงไฟล์ PDF เป็นไฟล์อื่นๆ รวมหน้า ลบหน้า หมุน ใส่ลายน้ำ ปลดล็อครหัส ทั้งหมดนี้ทำได้จากบนเว็บไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่ม สะดวกมาก 

อ้างอิง  https://tinyurl.com/e6sdpy7s

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564

เซ็นเอกสารออนไลน์

เป็นบริษัทคนไทย ที่ให้บริการชื่อว่า Creden eSignature ช่วยจัดการเรื่องเซ็นเอกสารด้วยระบบลายเซ็นอิเล็กทรอนิก

Creden e-Signature เป็นโซลูชันจัดการเอกสารบนคลาวด์ที่ช่วยให้คุณสามารถแทนที่กระบวนการลายเซ็นกระดาษและหมึกด้วยการเซ็นอิเล็กทรอนิกส์

ข้อดี

  • เป็นบริษัทไทย เข้าใจการใช้งานแบบไทยได้ดี
  • เอกสารที่เซ็นผ่าน Creden eSignature สามารถใช้รับรองทางกฏหมายได้ เพราะเอกสารที่เซ็นมีการยืนยันกับภาครัฐทุกเอกสาร โดยร่วมกับ ETDA ในการยืนยันในการทำ Time Stamp ที่ ETDA 
  • เอกสารถูกจัดเก็บบน Blockchain ด้วย เป็นการป้องกันอีกชั้นว่าข้อมูลไม่ได้ถูกแก้ไข
  • มีระบบยืนยันตัวตน (eKYC) ที่ระบุตัวตนคู่กับบัตรประชาชน ทำให้มั่นใจแน่นอนว่าคนที่

ดู Video การใช้งานได้ที่นี่ https://youtu.be/odL_S98xY8w

ราคา ใช้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย (มีข้อจำกัดใช้งานกับ 5 เอกสารต่อเดือน)

รายละเอียด https://creden.co/

เรียน-ประชุม ในช่วงการระบาด COVID-19

แอพฯ Video Conference ช่วยการเรียน-ประชุม ในช่วงการระบาด COVID-19 เป็นเครื่องมือสื่อสารเพื่อหลีกเลี่ยงการพบปะและการอยู่ในสถานที่ที่มีการรวมตัวของคนเป็นจำนวนมาก

จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันก็มีผู้ให้บริการหลายรายพัฒนาแอพพลิเคชั่น Video Conference เพื่อสร้างความสะดวกสบายและรองรับการเรียนและการทำงานผ่านทางออนไลน์ซึ่งนับได้ว่าเป็นประโยชน์อย่างมากในช่วงวิกฤตการระบาดของ COVID-19 ในวันนี้สภาดิจิทัลฯ จึงได้รวบรวมแอพพลิเคชั่นVideo Conferenceที่สามารถดาวน์โหลดและใช้งานได้ฟรีมาให้กับทุกคน จะมีแอพพลิเคชั่นใดบ้างมาดูกันเลย

1. True VROOM

- รองรับผู้ใช้ได้สูงสุด 1,500 คน

- แชร์ภาพหน้าจอโดยตรงจากอุปกรณ์ในกลุ่มผู้ร่วมประชุมได้

- แชร์คอนเทนต์รูปภาพและไฟล์ได้

- สามารถบันทึกการประชุมออนไลน์

- รองรับการใช้งานผ่าน Web Browser (ทุกอุปกรณ์)

2. Zoom

- รองรับผู้เข้าร่วมประชุม 100 คน

- การประชุมแบบกลุ่มจำกัดเวลาที่ 40 นาที แบบ 2 คนคุยกันได้ไม่จำกัดเวลา

- แชร์ภาพหน้าจอโดยตรงจากอุปกรณ์ในกลุ่มผู้ร่วมประชุมได้

- มี whiteboard ให้ใช้เขียนเหมือนประชุมจริงได้

- แชร์รูปภาพและไฟล์ได้

- อัดวีดีโอการประชุมได้

- รองรับการใช้งานผ่าน Android, iOS, PC, Mac

- รองรับการใช้งานผ่าน Web Browser (ทุกอุปกรณ์)

Zoom มีทั้งแบบบริการฟรีและเสียค่าบริการ ข้อจำกัดแบบฟรีที่เห็นได้ชัดคือ ในการประชุมแต่ละครั้ง ผู้ใช้จะประชุมได้ไม่เกินครั้งละ 40 นาที หากต้องการประชุมต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ผู้ใช้ต้องสร้างห้องประชุมขึ้นใหม่ แต่ล่าสุดไม่ต้องสร้างห้องใหม่ เพียงออกจากห้องนั้นแล้วกลับเข้าไปห้องเดิม ก็สามารถประชุมกันต่อได้

รายละเอียดเพิ่มเติม https://zoom.us/

3. Google Hangouts

- รองรับผู้ใช้ได้สูงสุด 10 คน (Gmail, G Suite Basic)

- แชร์ภาพหน้าจอโดยตรงจากอุปกรณ์ในกลุ่มผู้ร่วมประชุมได้

- แชร์รูปภาพและไฟล์ได้

- รองรับการใช้งานผ่าน Android, iOS, PC, Mac

- รองรับการใช้งานผ่าน Web Browser (ทุกอุปกรณ์)

- ต้องใช้ Google Account (Gmail)

4. Skype

- รองรับผู้ใช้ได้สูงสุด 50 คน

- ภาพและเสียงคุณภาพระดับ HD

- แชร์ภาพหน้าจอโดยตรงจากอุปกรณ์ในกลุ่มผู้ร่วมประชุมได้

- แชร์รูปภาพและไฟล์ได้

- แปลภาษา real time ได้ 10 ภาษา ของภาษาไทยแปลได้เฉพาะการพิมพ์ text

- รองรับการใช้งานผ่าน Android, iOS, PC, Mac,

- รองรับการใช้งานผ่าน Web Browser (ทุกอุปกรณ์)

จุดเด่นของ Skype คือราคาที่ฟรีตลอดไป เวอร์ชันฟรีสามารถคุยได้พร้อมกันสูงสุด 50 คนต่อห้อง, แชร์หน้าจอให้กันได้, บันทึกการสนทนาได้ ส่วนเวอร์ชันเสียเงินเน้นที่การโทรออกไปยังเบอร์โทรศัพท์ปกติ

ราคา ฟรี (เสียเงินเฉพาะการโทรไปยังเบอร์โทรศัพท์)

5. Line video call

- รองรับผู้ใช้ได้สูงสุด 200 คน

- Live รองรับผู้ชมได้สูงสุด 500 คน

- แชร์ภาพหน้าจอโดยตรงจากอุปกรณ์ในกลุ่มผู้ร่วมประชุมได้ (เฉพาะ Line บน PC)

- แชร์คอนเทนต์รูปภาพและไฟล์ได้

- มีเอฟเฟกต์ให้เลือกตกแต่งเล่นระหว่างคุย

- รองรับการใช้งานผ่าน Android, iOS, PC, Mac

- รองรับการใช้งานผ่าน Web Browser (ทุกอุปกรณ์)

6.FaceTime

- รองรับผู้ใช้ได้สูงสุด 32 คน

- แชร์ภาพหน้าจอโดยตรงจากอุปกรณ์ในกลุ่มผู้ร่วมประชุมได้ (ผ่านแอพ Facetime Screen Share)

- รองรับการใช้งานผ่าน iOS, Mac

7. Facebook Messenger

- รองรับผู้ใช้ได้สูงสุด 6 คน

- แชร์ภาพหน้าจอโดยตรงจากอุปกรณ์ในกลุ่มผู้ร่วมประชุมได้ (เฉพาะ Line บน PC)

- แชร์คอนเทนต์รูปภาพและไฟล์ได้

- รองรับการใช้งานผ่าน Android, iOS, PC, Mac

- รองรับการใช้งานผ่าน Web Browser (ทุกอุปกรณ์)

8. Microsoft Teams

- รองรับผู้ใช้ได้สูงสุด 250 คน

- แชร์ภาพหน้าจอโดยตรงจากอุปกรณ์ในกลุ่มผู้ร่วมประชุมได้ (เฉพาะ Line บน PC)

- แชร์คอนเทนต์รูปภาพและไฟล์ได้

- รองรับการใช้งานผ่าน Android, iOS, PC, Mac

- รองรับการใช้งานผ่าน Web Browser (ทุกอุปกรณ์)

- สามารถบันทึกการประชุม และเก็บขึ้น Streams โดยไม่หนักเครื่อง

- สามารถทำ Blur background เพื่อตัดการรบกวนจากพื้นหลัง

- มี live captions & subtitles ซึ่งจะช่วยแปลงเสียงพูดเป็นคำบรรยายให้กับการสนทนา

- สามารถเชื่อมต่อกับ Calendar ที่ใช้อยู่แล้วบน Outlook เพื่อนัดประชุมได้

- สามารถ Plugin Zoom ได้ โดยไม่จำกัด​เวลาการประชุม

จุดเด่นของโปรแกรมประชุมออนไลน์ตัวนี้ ยังออกแบบให้รองรับเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ อีกจำนวนมาก อย่างเช่น Slack โปรแกรมใช้แชท ใช้ส่งข้อความในกลุ่มส่วนตัว ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ครองส่วนแบ่งทางการตลาดพอสมควร

ฟรี สำหรับคนที่มี Office 365 อยู่แล้ว ได้ฟีเจอร์เต็มรูปแบบ (ราคาเริ่มต้น 5 ดอลลาร์/คน/เดือน)

ฟรี สำหรับคนทั่วไป มีจำกัดฟีเจอร์บ้าง เช่น ประชุมกลุ่มใหญ่ไม่ได้ (ได้แต่แบบ 1:1) พื้นที่สตอเรจลดลง บันทึกการประชุมไม่ได้

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.microsoft.com/en-us/microsoft-teams/group-chat-software

9. โปรแกรมประชุมออนไลน์ Google Meet

โปรแกรมประชุมออนไลน์อีกตัวหนึ่งที่น่าจับตาคือ Google Meet เป็นผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งของกูเกิล ซึ่งปัจจุบันทุกคนใช้งานได้ฟรี มันถูกออกแบบมาเพื่อบริการการประชุมออนไลน์ในเชิงธุรกิจ มีระบบความปลอดภัยที่ดี ทุกคนสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน

ลักษณะเด่นของโปรแกรม Google Meet :

- มีความปลอดภัยสูง

- ประชุมได้ทุกที่

- รับผู้ชมได้สูงสุด 100,000 คน

- ประชุมออนไลน์ได้สูงสุด 250 คน

- บริการฟรี!

- รองรับองค์กรทุกขนาด

- ประชุมได้ทุกอุปกรณ์

- มีระบบ AI ปรับลดคุณภาพภาพและเสียง

เมื่อพิจารณาจากฟีเจอร์ของโปรแกรม Google Meet แล้ว พบว่าน่าใช้งาน คาดว่าในอนาคตจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญของค่ายอื่นๆ เพราะมีลูกเล่นหลายอย่าง อาทิ มีระบบจัดตารางวาระประชุมออนไลน์แบบง่ายๆ สามารถแชร์หน้าจอเพื่อนำเสนอเอกสาร สไลด์หรือหน้าต่างโปรแกรมอื่นๆ ที่อยู่บนคอมพิวเตอร์/มือถือ

โปรแกรม Google Meet รองรับการประชุมออนไลน์ขนาดใหญ่ซึ่งทำได้สูงสุด 250 คนในคราวเดียว สามารถเข้าร่วมประชุมจากโทรศัพท์ได้ หมายถึงการเข้าร่วมแบบวิดีโอคอลนั่นเอง หรือจะคอลเฉพาะเสียงก็ได้ สามารถควบคุมวาระการประชุมได้ดังใจ สามารถประชุมออนไลน์ภายในองค์กรด้วยการไลฟ์สดผ่านโดเมนเดียวกัน โดยพนักงานสามารถรับชมได้พร้อมกันสูงสุด 1 แสนคน!

10. Discord

แอพแชทยอดนิยมสำหรับเหล่าเกมเมอร์ ฟีเจอร์จัดเต็มทั้งแชท คุยเสียง วิดีโอ แชร์หน้าจอได้ วิดีโอคอลล์ได้พร้อมกันสูงสุด 10 คน รองรับแพลตฟอร์มหลากหลาย รวมถึงใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ด้วย

จุดเด่นอีกอย่างของ Discord คือราคาที่ฟรีตลอดไป เพราะโมเดลการทำเงินของ Discord คือการจ่ายเงินค่าสมาชิกรายเดือน (เรียกว่า Nitro) เพื่อเพิ่มฟีเจอร์บางอย่างสำหรับเกมเมอร์ (เช่น ใส่แอนิเมชันได้, ปรับแต่งโพรไฟล์ได้, อัพโหลดรูปได้เยอะขึ้น)

รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้จาก แนะนำวิธีใช้ Discord ทำงานจากบ้าน ประชุมทางไกลแบบเห็นหน้า แชร์จอได้

ราคา ฟรี

11. Cisco Webex

Cisco Webex ถือเป็นต้นฉบับของโซลูชันการประชุมวิดีโอในองค์กร (ปัจจุบันใช้ชื่อ Webex Meetings) และภายหลังก็ขยายตัวมายังระบบแชทในองค์กรด้วย (ใช้ชื่อ Webex Teams)

ฟีเจอร์ของ Webex เรียกว่าครบถ้วนสำหรับลูกค้าองค์กร รองรับการประชุมสูงสุด 3,000 คนต่อห้อง และไลฟ์สตรีมสูงสุด 100,000 คน

ปัจจุบัน Webex มีแพ็กเกจรุ่นฟรี สำหรับการประชุมไม่เกิน 100 คน และเปิดประชุมได้ต่อเนื่อง 40 นาที

ฟรี (จำกัดการประชุมไม่เกิน 100 คน) รุ่นเสียเงินเริ่มต้นที่ 13.50 ดอลลาร์

รายละเอียด  https://www.webex.com/pricing/index.html

❤❤❤❤❤❤❤

ถึงแม้ว่าวิกฤตการระบาด COVID-19 จะส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนในประเทศ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้ทุกคนต้องปรับตัวเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งจะเป็นการพลิกโฉมพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตของผู้คนให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้นในขณะเดียวกันก็ทำให้ส่งผลให้หลายธุรกิจมีโอกาสคิดค้นและมองหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เหมาะสมและตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้นเช่นกัน

อ้างอิง  https://dct.or.th/news/detail/57,  https://tinyurl.com/2xnt7fhphttps://tinyurl.com/2mnh9h34

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

"ฟรี" ตัวช่วยสแกนเอกสาร

 Adobe Scan

เวลาสแกนเอกสารหลายคนมักอยากได้เป็นไฟล์ PDF เพื่อนำไปใช้งานต่อ แอปที่เหมาะสำหรับไฟล์ประเภทนี้ก็คือ Adobe Scan จากค่าย Adobe ผู้พัฒนาไฟล์ PDF นั่นเอง แอปนี้ใช้งานได้ทั้งบน iOS และ Android เพียงแค่เปิดกล้องขึ้นมาถ่ายภาพก็สามารถเปลี่ยนเป็นไฟล์เอกสาร  PDF ได้อย่างรวดเร็ว แถมยังพรีวิวไฟล์ได้ก่อนเซฟ เพื่อให้เราปรับขนาด, หมุน, Crop และแต่งสีได้ตามต้องการ

จุดเด่นของแอปนี้ก็คือ รองรับการทำงานกับแอปอื่นๆของ Adobe ได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นแอปอย่าง Adobe Acrobat หรือ Adobe Fill & Sign ช่วยให้เราแก้ไข, เพิ่มข้อความ, เซ็นลายเซ็นลงบนเอกสารที่สแกนเอาไว้ได้ ที่สำคัญแอปนี้เป็นแอปฟรีมีฟีเจอร์พื้นฐานให้ครบ แต่มีระบบสมัครสมาชิกรายเดือนเพื่อปลดล็อกฟีเจอร์เพิ่มเติมได้

Genius Scan

แอปต่อมาคือ Genius Scan ถือเป็นอีกหนึ่งแอปยอดนิยม ซึ่งทางผู้พัฒนาเคลมว่ามีคนใช้งานสแกนเอกสารไปมากกว่า 500 ล้านครั้งแล้ว แอปนี้สามารถสแกนเอกสารให้เป็นไฟล์ JPG และ PDF ได้

จุดเด่นของแอปนี้คือ ฟีเจอร์ smart page detection ตรวจจับหน้ากระดาษให้อัตโนมัติ พร้อมปรับมุมมองเอกสารไม่ให้บิดเบี้ยว พร้อมปรับแต่งภาพให้คุณภาพดีขึ้น เช่น ปรับตัวหนังสือให้อ่านง่ายขึ้น นอกจากนั้นยังมี patch scanning ช่วยสร้างไฟล์เอกสารหลายหน้าได้ในเวลาไม่กี่วินาที รวมถึงสามารถจัดระเบียบไฟล์ด้วยการใส่ชื่อและแท็ก เพื่อให้เวลาย้อนกลับมาหาจะได้เจอง่ายขึ้น

ไฟล์ที่สแกนมาแล้วสามารถอัปโหลดขึ้น cloud อย่าง Dropbox, Evernote, Expensify, Facebook, Google Drive, OneDrive (and OneDrive for Business), OneNote, FTP, SugarSync และ WebDAV ในกรณีที่เป็นเอกสารสำคัญ เราสามารถป้องกันได้ด้วยการเข้ารหัสและรหัสผ่าน ( แถมรองรับ Touch ID บน iOS) ที่สำคัญคือแอปนี้สามารถใช้งานได้ฟรีทั้งบน Android และ iOS ( แต่ก็มี  in-app purchases ขายในแอป)

ส่วนความปลอดภัยหายห่วงเพราะมีฟีเจอร์หลายอย่าง ผสานด้วยฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย  แอปนี้โหลดได้ฟรีแต่ถ้าอยากใช้งานพื้นที่เก็บข้อมูลบน Cloud แบบไม่จำกัดและการ sync ข้อมูลทั้งเว็บและแอปผ่าน Genius Cloud จะต้องจ่ายค่าบริการรายเดือนเพิ่มค่ะ

CamScanner

CamScanner เป็นอีกแอปยอดนิยมที่เปลี่ยนกล้องมือถือเป็นตัวช่วยสแกนเอกสาร รองรับการสแกนเอกสารที่หลากหลาย ตั้งแต่เอกสารทั่วไปใบเสร็จขนไปถึงใบรับเงิน โดยจะแปลงเป็นไฟล์ PDF พร้อมอัปโหลดขึ้น Box, Google Drive, Dropbox, Evernote หรือ OneDrive ได้อัตโนมัติ ตัวแอปมาพร้อมฟีเจอร์แก้ไขเอกสาร ใส่คำอธิบายประกอบ ใส่ลายน้ำเพื่อให้เอกสารที่สแกนมาดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น

กลุ่มผู้ใช้หลักจะเป็นคนทำงานและนักธุรกิจ ซึ่งแอปสามารถเชิญเพื่อร่วมงานเข้ามาดูไฟล์ที่สแกนไว้ได้เวลาทำงานร่วมกัน เพื่อแสดงความเห็น รวมถึงใส่รหัสผ่านเพื่อป้องกันคนที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้ามาดู

แอปนี้สามารถใช้งานได้ฟรีทั้งบน  Android และ iOS แต่สามารถจ่ายเงินอัปเกรดเป็นบัญชีพรีเมียมซึ่งเลือกจ่ายได้แบบรายเดือนหรือรายปี ซึ่งจะได้พื้นที่เก็บข้อมูล 10GB, การส่งลิงก์เอกสารที่มีการปกป้องด้วยรหัสผ่าน, การโหลดเอกสารพร้อมกันหลายฉบับ เป็นต้น

Microsoft Office Lens

หากใครที่ต้องการแอปที่มีความเสถียรสูง เพื่อใช้ทำงานต่อใน Microsoft Office ขอแนะนำแอป Microsoft Office Lens แอปนี้สแกนเอกสารได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเอกสารทั่วไป, นามบัตร จนไปถึงข้อความที่เขียนบน whiteboard รองรับหลายภาษา เช่น อังกฤษ, เยอรมัน, สเปนและจีน เป็นต้น  ถ่ายเสร็จแล้วสามารถแปลงเป็นไฟล์  PDF เพื่อใช้ต่อกับ Word, Powerpoint, OneDrive หรือแชร์ต่อให้แอปอื่นๆได้สบายๆ

Office Lens เรียกว่าใช้งานง่าย UI หน้าตาสะอาดสะอ้าน เข้าใจง่าย แถมโหลดใช้งานฟรีได้ทั้งบน Android และ iOS โดยที่ไม่มีโฆษณามากวนใจค่ะ

Swiftscan

Swiftscan  (หรือชื่อเก่าคือ ScanPro) เรียกว่ามีฟีเจอร์ครบๆเหมือน CamScanner ใช้สแกนเอกสาร ส่งต่อให้คนอื่นหรืออัปโหลดไปเก็บไว้บน Cloud นอกจากเอกสารแล้วแอปนี้ยังสามารถใช้สแกน QR Code/บาร์โค้ด ได้ด้วย  ที่สำคัญยังมาพร้อมทีเด็ดอย่าง OCR ถอดข้อความได้หลายภาษาเพื่อเอาไปใช้งานต่อได้อย่างรวดเร็ว

ฟีเจอร์ส่วนใหญ่เปิดให้ใช้งานฟรีทั้งบน iOS และ Android เลยค่ะ แต่ในแอปจะมี in-app purchase สำหรับซื้อเครดิตสำหรับคนที่ต้องการจะส่งแฟกซ์ รวมถึงระบบสมัครสมาชิกบน iOS เพื่อใช้ฟีเจอร์ขั้นสูง

Document Scanner

Document scanner เรียกว่าเป็นแอปสแกนเอกสารบน Android ที่ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก ภาพเอกสารที่สแกนออกมาคมกริบ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ PDF หรือ JPEG พร้อมฟีเจอร์เพิ่มคุณภาพเอกสารที่สแกนมา คร็อปภาพ จัดระเบียบไฟล์เป็นโฟลเดอร์หลัก โฟลเดอร์ย่อยเพื่อให้หาไฟล์ง่ายขึ้น รวมถึงสามารถส่งไฟล์ไปยังบริการ Cloud ต่างๆได้

นอกจากนั้นยังมีฟีเจอร์สร้าง QR codes ได้ด้วย

Clear Scan

Clear Scan อีกแอปฟรียอดนิยมบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ที่สามารถถ่ายภาพแล้วแปลงเป็น PDF แบบมืออาชีพหรือไฟล์ JPEG ได้อย่างรวดเร็ว มาพร้อมระบบตรวจจับขอบภาพให้อัตโนมัติเพื่อไม่ให้ตัดส่วนที่ต้องการทิ้ง รวมถึงมีการรันเลขหน้าให้อัตโนมัติหากเรามีการลบเอกสารบางหน้าทิ้งก็จะเรียงเลขใหม่ให้

นอกจากนั้นยังมีฟีเจอร์แก้ไขภาพอัตโนมัติ เช่น ปรับความสว่าง, ลบเงา, ยืดภาพให้ตรงเพื่อให้ตัวหนังสือคมชัด เรียกว่าจะเอามาใช้ส่วนตัวหรือทำงานก็ตอบโจทย์ รวมถึงฟีเจอร์ดึงข้อความจากรูปภาพด้วย OCR

แอปนี้เปิดให้โหลดฟรีแต่มีขาย in-app purchases สำหรับคนที่อยากได้ฟีเจอร์อื่นๆเพิ่มเติม

Fast Scanner

Fast Scanner แอปนี้สามารถสแกนและเปลี่ยนรูปถ่ายของใบเสร็จ, โน้ตย่อ, นามบัตรหรือเอกสารอื่นๆให้กลายเป็นไฟล์ PDF แบบหลายหน้าได้ ซึ่งไฟล์ที่สแกนมาจะเก็บในเครื่อง เปิดใช้งานได้ทุกเวลาที่ต้องการผ่านแอปตัวเองหรือแอปอื่นๆ จุดเด่นก็คือ การประมวลผลที่ค่อนข้างเร็ว แปลงไฟล์จากรูปถ่ายให้เป็นเอกสารได้อย่างทันใจ ใช้งานสแกนเอกสารได้มไ่จำกัด พร้อมเครื่องมือแก้ไขเอกสาร

แอปนี้มีให้โหลดฟรีทั้งบน iOS และ Android แต่ละมี in-app purchases เพื่อปลดล็อกฟีเจอร์ได้

แถมท้าย

แถมท้ายสำหรับใครที่ใช้ไอโฟนและติดต้งระบบปฏิบัติการ iOS 14อยู่แล้ว แต่ไม่อยากโหลดแอปมาเพิ่มให้เปลืองพื้นที่ แนะนำให้เปิดแอป Note ในเครื่อง จากนั้นเลือกสร้างโน้ตใหม่ กดที่ไอคอนกล้องถ่ายรูป แล้วแตะสแกนเอกสาร  จัดเอกสารให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ (หากอุปกรณ์ของคุณอยู่ในโหมดอัตโนมัติ เอกสารของคุณจะถูกสแกนโดยอัตโนมัติ) ถ้าต้องการสแกนด้วยตัวเอง ให้แตะปุ่มชัตเตอร์ หรือแตะปุ่มระดับเสียงปุ่มใดปุ่มหนึ่ง จากนั้นลากมุมต่างๆ เพื่อปรับภาพสแกนให้พอดีกับหน้า แล้วแตะเก็บภาพสแกน เลือกบันทึก หรือเพิ่มการสแกนเพิ่มเติมลงในเอกสารเท่านี้ก็เรียบร้อย

อ้างอิง  https://tinyurl.com/tz3w98bu

วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ใช้งาน Microsoft office ฟรี

 หากใครกำลังคิดหนัก จะใช้งาน Microsoft แล้วต้องหาแคร็คหรือเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนเพื่อใช้งาน ตัดปัญหานั้นออกไปก่อนเลนครับ เพราะ Microsoft มี office online ให้ใช้งานฟรีคล้ายกับบริการของ Google เลย

Office online มีตัวเลือกให้ใช้งานหลักๆ ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Word , Excel , Power Point , onenote  รวมทั้งบริการให้เลือกใช้งานเพิ่มอย่างเช่น To do , Skype , Team 

วิธีการใช้งานคือ

1.ไปที่ office Online 

2.ใครมีบัญชี Microsoft อยู่แล้ว ให้กด Sign in  แต่หากใครยังไม่มี  ก็สมัครก่อน

3.เมื่อ Log in เข้ามาได้แล้ว 

4.เราสามารถกด +  และกด Create แล้วเลือกว่าจะเลือกใช้งานโปรแกรมต่างๆ ได้เลย

5.เมื่อกดเข้าไปที่ Word จะมี Template ให้เลือกใช้งาน แต่บางอันต้องเสียเงินเป็นแบบ Premium ถึงจะใช้งานได้ 

6.เครื่องมือในแท็ป เรียกได้ว่าก็มีให้ใช้แบบพื้นฐานครบครัน

7.วิธีการบันทึกก็กดไปที่ไฟล์ เลือก บันทึกเป็น สามารถบันทึกเข้าไปใน Onedrive ของ Microsoft ได้ หรือจะดาวน์โหลดเอกสารลงในเครื่องก็ได้ โดยจะโหลดมาเป็นนามสกุล .docx  ซึ่งสามารถเปิดกับโปรแกรม Word ได้ในทุกเวอร์ชั่น

หมายเหตุ : หากเราเซฟลง Onedrive จะเก็บได้มากสุด 5GB นะ แต่หากต้องการพื้นที่เพิ่ม  ต้องเสียเพิ่มประมาณ 70 บาทต่อเดือน จะได้ 100 GB แต่หากใครเก็บแค่ไฟล์เอกสารอย่างเดียว คิดว่าไม่จำเป็นต้องเพิ่มก็ได้นะ 5GB นี่เก็บไฟล์เอกสารได้หลายพันฉบับเลย ยกเว้นไฟล์ที่มีภาพเยอะๆ  

อ้างอิง   https://tinyurl.com/2wuhnydj

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2564

แยกเสียง กับ ดนตรี ออกจากกัน

 เป็นเว็บไซต์ที่น่าสนใจ เป็นเว็บเดียวทำได้ทั้งตัดเสียงร้อง หรือตัดเสียงดนตรีในเวลาเดียวกัน

วิธีการ

1. โดยเข้าเว็บไซต์ https://vocalremover.org/ 

2. จากนั้นคลิก browse my files แล้วเลือก ไฟล์เพลงที่มีเสียงคนร้องปกติได้เลย เพื่อให้ทางเว็บไซต์นั้นแยกเสียงให้

3. จากนั้รอประมาณ 10 วินาที จะขึ้นเป็นกราฟเสียง แล้วฟังผลลัพธ์ดูว่า หลังตัดเสียงคนร้องเหลือแต่ดนตรีนั้นเป็นอย่างไร

     3.1  สามารถคลิกที่ Music เพื่อดาวน์โหลดเฉพาะบรรเลงดนตรี โดยไม่มีเสียงร้อง ไว้ใช้ร้องคาราโอเกะได้เลย

     3.2  หรือคลิกที่ Vocals เพื่อโหลดเฉพาะเสียงร้อง โดยไม่มีเสียงดนตรี

4. เสร็จแล้วคลิกที่ X ระบบจะถามยืนยันเพื่อลบไฟล์เพลงออกจากเว็บ

แค่นี้ก็ได้ไฟล์เพลงที่ไม่มีคนร้อง ไว้สำหรับร้องคาราโอเกะแล้ว หรือไฟล์สำหรับเสียงคนร้องอย่างเดียวไว้สำหรับฟังเสียงคนร้องเท่านั้น ทั้งนี้เบื้องหลังการแยกเสียงนั้นโดยใช้ AI วิเคราะห์เสียงร้อง กับเสียงดนตรี แยกออกจากกันได้ ลองไปใช้งานดูใช้ฟรี

อ้างอิง  https://tinyurl.com/rdx3sbhx

วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2564

โปรแกรมแอนตี้ไวรัสฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

เรื่องควรรู้ก่อนที่จะดาวน์โหลดโปรแกรมแอนตี้ไวรัส

ถึงแม้จะเป็นโปรแกรมฟรี แต่ผู้พัฒนาส่วนใหญ่ก็ต้องการหารายได้ ดังนั้นผู้พัฒนาส่วนใหญ่ก็ย่อมหาช่องทางสร้างรายได้ด้วยหลากหลายวิธี ก็มีอยู่ 3 สิ่งที่เราพึงระวัง

1. จ่ายเงินอัปเกรด

โปรแกรมแอนตี้ไวรัสส่วนใหญ่จะพยายามชักจูงให้คุณจ่ายเงินเพื่ออัปเกรดผ่านหน้าต่างแจ้งเตือน หรืออีเมล ก็อย่าไปสนใจ ใช้แบบฟรีไปเรื่อยๆ นี่แหละ แต่ถ้าใช้แล้วถูกใจ อยากได้ฟีเจอร์เพิ่ม จะจ่ายเงินอัปเกรดก็จัดไป

2. แถบเครื่องมือ (Toolbar) และ ส่วนขยายของเว็บเบราว์เซอร์ (Browser Extension)

นี่เป็นหนึ่งในปัญหาโลกแตกที่ทำให้โปรแกรมที่ปลอดภัยหลายๆ ตัว ถูกกล่าวหาว่ามีไวรัส มี มัลแวร์ (Malware) อันที่จริง โดยส่วนใหญ่แล้วไอมัลแวร์ที่ว่าก็จะเป็นซอฟต์แวร์พวกที่เป็น แถบเครื่องมือ (Toolbar) และ ส่วนขยายของเว็บเบราว์เซอร์ (Browser Extension) นี่แหละ แต่ปกติแล้ว เราสามารถเลือกที่จะไม่ติดตั้งของแถมไม่พึงประสงค์เหล่านี้ได้ ปัญหา คือ หลายคน "คลิก Next" อย่างเดียว ไม่อ่านอะไรเลย พอได้ของแถมไป ก็ออกมาโวยวายซะงั้น

3. เลือกใช้งานโปรแกรมแอนตี้ไวรัสเพียงตัวเดียวพอ

ส่วนใหญ่แล้ว โปรแกรมพวกนี้ถ้าติดตั้งหลายตัวพร้อมกันมักจะทำงานขัดแย้งกัน ทำให้ระบบมีปัญหาได้ ควรเลือกติดตั้งเพื่อใช้งานแค่ทีละตัวนะครับ

ถ้าเข้าใจเงื่อนไข 3 ข้อด้านบนแล้ว ก็มาเลือกกันเลยว่าจะใช้โปรแกรมแอนตี้ไวรัสตัวไหนดี

10 โปรแกรมแอนตี้ไวรัสฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

1. โปรแกรม TotalAV (Windows / macOS)

โปรแกรมแอนตี้ไวรัสแบบฟรีที่มีคุณสมบัติให้มาเหมือนกับตัวจ่ายเงิน ได้รับคำชมจากหลายสำนัก และมียอดจำนวนผู้ใช้กว่า 25 ล้านคนทั่วโลก มีทั้งการป้องกันแบบเรียลไทม์, ตรวจจับมัลแวร์, ป้องกันมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ฯลฯ 

ดาวน์โหลดโปรแกรม TotalAV


2. โปรแกรม Kaspersky Security Cloud Free (Windows)

Kaspersky Security Cloud Free เป็นแอนตี้ไวรัสแบบฟรีที่ Kaspersky ปล่อยออกมาให้ใช้งานแทนโปรแกรมตัวเดิมอย่าง Kaspersky Free Antivirus

รองรับการสแกน และลบมัลแวร์ต่างๆ ลูกเล่นไม่เยอะเท่าตัวเสียเงิน แต่จุดเด่นน่าจะอยู่ที่มีให้ใช้งานทั้งบนคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนเลย

ดาวน์โหลดโปรแกรม Kaspersky Security Cloud Free


3. โปรแกรม Avira Free Antivirus (Windows / macOS)

แอนตี้ไวรัส Avira หรือที่หลายคนนิยมเรียกกันว่า โปรแกรมแอนตี้ไวรัสร่มแดง (Red Umbrella Antivirus) เป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัสยอดนิยม ตัวโปรแกรมใช้งานง่าย และมีหน้าตาที่สวยงาม จากผลการทดสอบล่าสุดของ AV-Comparatives ได้ระบุว่า Avira (เวอร์ชัน Pro) สามารถปกป้องได้ถึง 99.9% เลยทีเดียว ก็คาดหวังว่าเวอร์ชันฟรีก็น่าจะมีประสิทธิภาพที่ดีไม่แพ้กัน

โปรแกรมนี้มีระบบกำหนดเวลาสแกนล่วงหน้าที่ตั้งค่าได้อย่างง่ายดาย อย่างการตั้งให้สแกนอย่างรวดเร็วทุกวัน และสแกนแบบละเอียดอาทิตย์ละครั้งเป็นต้น เมื่อรวมกับความสามารถในการปกป้องแบบ Real-time มันก็น่าจะทำหน้าที่เฝ้าระวังภัยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณได้เป็นอย่างดี

ดาวน์โหลดโปรแกรม Avira Free Antivirus

Windows : https://www.avira.com/en/free-antivirus-windows
macOS : https://www.avira.com/en/free-antivirus-mac

4. โปรแกรม Bitdefender Antivirus Free (Windows / macOS)

โปรแกรม Bitdefender Antivirus Free เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่ในเวอร์ชันได้ผลทดสอบการป้องกันสูงถึง 99.9% สำหรับเวอร์ชันฟรีของโปรแกรม Bitdefender นั้นมีคุณสมบัติเด่นอย่างการตรวจจับมัลแวร์ และตรวจจับฟิชชิ่ง (ล่อหลอกลวงพราง) ในขณะที่หน้าตาโปรแกรมค่อนข้างเรียบง่าย ไม่มีตัวเลือกที่ดูยุ่มย่าม อีกทั้งยังออกแบบมาให้ใช้ทรัพยากรเครื่องในการทำงานต่ำอีกด้วยล่ะ

ดาวน์โหลดโปรแกรม Bitdefender Antivirus Free

Windows : https://www.bitdefender.com/solutions/free.html
macOS : https://apps.apple.com/th/app/bitdefender-virus-scanner/id500154009?mt=12

5. โปรแกรม Avast Free Antivirus (Windows / macOS)

แม้ว่า Avast จะได้รับผลการทดสอบในการป้องกันต่ำกว่า 2 ตัวแรกที่เราหยิบมาแนะนำไปเล็กน้อย (98.9%) แต่มันก็ยังถือว่าเป็นคะแนนที่ค่อนข้างสูงมากอยู่ดี จุดแข็งหลักของ Avast คือการใช้ทรัพยากรเครื่องในการทำงานที่ต่ำมาก ทำให้เราใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ได้เหมือนปกติ ไม่รู้สึกช้าลงแต่อย่างใด

ตัวโปรแกรมใช้งาน และติดตั้งง่าย ใครที่กำลังมองหาโปรแกรมแอนตี้ไวรัสฟรีมาใช้งาน โปรแกรมนี้ถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว

ดาวน์โหลดโปรแกรม Avast Free Antivirus

Windows : https://www.avast.com/lp-ppc-hp-v4?ppc_code#pc
macOS : https://www.avast.com/lp-ppc-free-mac-security-download#pc

6. โปรแกรม AVG Free Antivirus (Windows / macOS)

โปรแกรม AVG Free Antivirus สามารถทำคะแนนในการทดสอบได้ดี (98.9%) และใช้ทรัพยากรเครื่องในการทำงานต่ำ แม้ว่าจะมีฟีเจอร์ที่เราอาจจะไม่ได้ใช้อย่างเครื่องมือล้างไฟล์ขยะในระบบ และแอปแอนตี้ไวรัสสำหรับใช้บนสมาร์ทโฟนแถมมาด้วย แต่โดยรวมแล้วมันก็เป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่น่าใช้งานอยู่นะ

แต่อย่างไรก็ตาม เราอาจจะเจอหน้าต่างเชิญชวนอัปเกรดเด้งมารบกวนบ้าง แต่ถ้ามองว่ามันช่วยให้เราอัปเกรดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้ง่ายขึ้น มันก็โอเคแหละ

ดาวน์โหลดโปรแกรม AVG Free Antivirus

Windows : https://www.avg.com/en-ww/free-antivirus-download
macOS : https://www.avg.com/en-us/avg-antivirus-for-mac

7. โปรแกรม Adaware Antivirus (Windows)

โปรแกรม Adaware Antivirus เป็น โปรแกรมแอนตี้ไวรัสตัวนี้ในเวอร์ชันโปรทำคะแนนได้สูงถึง 99.3% ทำให้เราเชื่อมั่นได้ว่ามันจะคุ้มครองคอมพิวเตอร์ของเราได้เป็นอย่างดี แม้ว่าโปรแกรมนี้จะใช้ทรัพยากรเครื่องสูงกว่าโปรแกรมอื่น แต่ก็ถือว่าน่าใช้งานมากทีเดียวสำหรับผู้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows

ในขณะที่เวอร์ชันเสียเงินของโปรแกรมนี้จะเพิ่มการป้องกันให้กับเว็บไซต์, อีเมล และมีไฟร์วอลให้ใช้งานด้วย ซึ่งจ่ายเพิ่มก็ไม่แพงเท่าไหร่เลย

ดาวน์โหลดโปรแกรม Adaware Antivirus

Windows : https://www.adaware.com/free-antivirus-download

8. โปรแกรม Trend Micro HouseCall (Windows / macOS)

ปรแกรม Trend Micro HouseCall เป็นโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้งจาก Trend Micro สามารถใช้งานได้เลยทันทีหลังจากดาวน์โหลดมา แถมยังสามารถสแกนไปยังอุปกรณ์ IoT ที่มีอยู่ในเครือข่ายได้ด้วยนะ ข้อเสียก็เหมือนกับโปรแกรมตัวก่อนหน้านี้ คือ ไม่สามารถปกป้องแบบ Real-time ได้ หากคุณคิดว่าเครื่องของคุณน่าจะโดนโจมตีอยู่ ก็ลองดาวน์โหลดมันมาสแกนเพื่อตรวจสอบได้

นอกจากนี้แล้วทาง Trend Micro ยังมีเครื่องมือดีๆ ที่ดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรีอีกเพียบ อย่าง เครื่องมือการป้องกันมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Anti-ransomware Toolkit) เครื่องมือป้องกันเว็บเบราว์เซอร์ (Browser Guard) และ เครื่องมือปราบรูทคิท (Rootkit Buster)

ดาวน์โหลดโปรแกรม Trend Micro HouseCall

Windows : https://www.trendmicro.com/th_th/forHome/products/housecall.html
macOS : https://www.trendmicro.com/th_th/forHome/products/housecall.html

9. โปรแกรม Malwarebytes Anti-Malware (Windows / macOS)

โปรแกรมแอนตี้ไวรัส จากค่าย Malwarebytes นั้นมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับมานานแล้ว และสำหรับ โปรแกรม Malwarebytes Anti-malware จากค่ายนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง มันมีความสามารถในการตรวจจับ Adware ที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ข้อดีอีกอย่างของโปรแกรมนี้มีขนาดไฟล์ที่เล็กมาก แถมยังสแกนได้อย่างว่องไวอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เวอร์ชันฟรีคุณจะต้องสั่งสแกนด้วยตนเองเท่านั้น ถ้าอยากให้มันป้องกันแบบสดๆ เดี๋ยวนั้น หรือที่เรียกว่าเรียลไทม์ (Real-time) ล่ะก็ต้องจ่ายเงินอัปเกรดเท่านั้น แต่ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น โปรแกรมนี้ก็ถือว่าเจ๋งอยู่ดีนะครับ

ดาวน์โหลดโปรแกรม Malwarebytes Anti-Malware

Windows : https://www.malwarebytes.com/premium/
macOS : https://www.malwarebytes.com/mac/

10. โปรแกรม ZoneAlarm Free Antivirus (Windows)

นอกเหนือจากความสามารถในการป้องกันไวรัสแบบพื้นฐานแล้ว โปรแกรม Zone Alarm Free Antivirus ก็ยังมาพร้อมกับ Firewall แบบพื้นฐานให้เราใช้อีกด้วย ซึ่งหาได้ยากในโปรแกรมแอนตี้ไวรัสแบบแจกฟรี แถมยังมีระบบป้องกันการขโมยข้อมูลจากหน้าเว็บอันตรายให้ใช้อีกด้วย

ดาวน์โหลดโปรแกรม ZoneAlarm Free Antivirus

Windows : https://www.zonealarm.com/software/free-antivirus

วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2564

จดบันทึกบน Google Keep

Google Keep เป็นแอปพลิเคชันสำหรับจดบันทึกสิ่งต่างๆ ที่ได้รับการออกแบบให้มีฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจดรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างสะดวก 

จดบันทึกด้วยเสียง จดบันทึกพร้อมใส่รูปภาพ ตั้งเตือนกิจกรรมที่ต้องทำ แชร์บันทึกกับบุคคลอื่นที่ต้องการ ซึ่งสามารถใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา บนทุกๆ อุปกรณ์ ไม่ว่าจะบนคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต แค่ล็อกอินบัญชี Google ไว้เท่านั้น 

และนี่คือ 7 ฟีเจอร์ที่จะช่วยให้การใช้งาน Google Keep มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

1. จัดกลุ่มไอเดียให้เป็นระเบียบได้ ง่ายนิดเดียว

Google Keep มีฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถแบ่งและจัดกลุ่มของบันทึกและไอเดียต่างๆ ให้เป็นระเบียบได้ง่ายๆ เช่น การใส่แฮชแท็ก (#) ก็จะสามารถจัดกลุ่มและค้นหาบันทึกต่างๆ ที่สัมพันธ์กันได้อย่างรวดเร็ว

2. พิมพ์ไม่ทัน เขียนได้ หรืออัดเสียงไว้ ได้หมด

และในบางครั้ง การพิมพ์บันทึกข้อความอาจจะไม่รวดเร็วทันใจ Google Keep จึงมีฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้สามารถเขียนลงบนหน้าจอ หรืออัดเสียงพูด โดย Google Keep จะช่วยพิมพ์ข้อความที่ผู้ใช้งานพูดไปพร้อมๆ กันด้วย

3. แปลงลายมือเป็นตัวอักษร ก็ทำได้นะ

สำหรับการเขียนหน้าจอนั้น Google Keep ยังสามารถแปลงข้อความที่ถูกเขียนออกมาเป็นตัวอักษรได้อีกด้วย เพียงกดปุ่มจุดสามจุดที่มุมขวาบน แล้วเลือก “จับข้อความจากรูปภาพ” (ยังไม่เปิดให้บริการในภาษาไทย)

4. เจอบทความที่น่าสนใจ บันทึกเก็บไว้ได้เลย

ถ้าเจอบทความที่น่าสนใจในหนังสือก็สามารถบันทึกไว้ใน Google Keep ได้ง่ายๆ โดยเลือกรูปภาพจากเมนูด้านล่าง และเลือกถ่ายภาพ เพียงเท่านี้ก็สามารถเขียนบันทึกส่วนที่น่าสนใจได้อย่างรวดเร็ว

5. ตั้งเตือนได้ ไม่พลาดทุกกิจกรรม

นอกจากนี้ Google Keep ยังสามารถตั้งเวลาเตือนจากบันทึกได้ เพื่อให้ผู้ใช้งานไม่พลาดทุกกิจกรรมที่ต้องทำ ซึ่งสามารถตั้งค่าได้ง่ายๆ โดยกดที่รูปกระดิ่ง และเลือกวันที่และเวลาที่จะให้เตือนได้ทันที

6. ปักหมุดโน้ตสำคัญไว้ ให้เห็นได้ชัด

สำหรับบันทึกสำคัญๆ ที่ต้องใช้บ่อยๆ ก็สามารถทำการปักหมุดให้อยู่ด้านบนสุด พร้อมทั้งสามารถเลือกใช้สีในแต่ละบันทึกเพื่อแยกให้เห็นชัดได้อีกด้วย เพียงกดค้างที่บันทึกที่ต้องการ กดรูปหมุด และกดจานสีเพื่อใส่สีลงในบันทึก 

7. แชร์โน้ตทิ้งไว้ แก้ไขร่วมกันได้ทีหลัง

นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถแชร์บันทึกบน Google Keep ให้คนในครอบครัว เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน เข้ามาใช้งานร่วมกันได้ด้วย ตั้งค่าโดยกดจุดสามจุดที่มุมขวาล่าง จากนั้นเลือก “ผู้ทำงานร่วมกัน” และเลือกรายชื่อที่ต้องการแชร์บันทึก

อ้างอิง  https://tinyurl.com/49ajwxab

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

แอปพลิเคชันแต่งรูปฟรียอดฮิต

 รวมแอปพลิเคชันแต่งรูปฟรียอดฮิต บน iPhone และ Android ที่ต้องมีประจำเดือนพฤษภาคม

เป็นแอปพลิเคชันเปลี่ยนรูปภาพธรรมดาๆ ให้กลายเป็นภาพแบบเก๋ๆ แบบที่หลายๆ คนโพสต์อวดกันลงบนโลกโซเชียลอย่าง Facebook, Insgram หรือบนบล็อกส่วนตัวต่างๆ ส่วนใหญรองรับทั้งบน iOS, iPhone และ Android 

Adobe Photoshop Lightroom

สามารถทำอะไรได้หลากหลายมาก คล้ายๆ กับการย่อชุดโปรแกรมของ Adobe Lightroom ในคอมพิวเตอร์ (PC) มาไว้บน Smartphone

ย้ำ! ว่ามันแต่งรูปภาพได้มากกว่าที่คิด ล่าสุดนั้นแอป Adobe Lightroom ได้ถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม สามารถทำงานผ่านสมาร์ทโฟนได้แล้ว โดยมีจุดเด่นคือ การปรับแต่งรูปภาพที่ทำได้ง่ายกว่าในคอมพิวเตอร์ มีการประมวลผลได้ในทันที สามารถแชร์ออกสู่โลก Social ได้ทันที

Download แอปแต่งรูป Lightroom

ระบบ iOS: Lightroom

ระบบ Android: Lightroom

Phonto - Text on Photos

เน้นเรื่องของการใส่ตัวอักษรบนรูปภาพ ซึ่งในแอปพลิเคชั่นจะมีตัวฟอนต์หลากหลายแบบให้เลือก รวมไปถึงมีสัญลักษณ์สื่ออารมณ์ต่างๆ มากมาย เพื่อใส่ข้อความ เติมแต่งให้ภาพของคุณ มีสีสัน และเพิ่มความน่าสนใจได้อย่างลงตัว นับว่าเป็นแอปพลิเคชั่นแต่งรูปฟรีตัวหนึ่งที่น่าสนใจ และใช้งานได้ง่ายมากๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการความยุ่งยากซับซ้อน แต่ต้องการความสวยงามแบบคลาสสิก

Download แอปพลิเคชั่นแต่งรูป Phonto

ระบบ iOS: Phonto

ระบบ Android: Phonto

แอปพลิเคชัน POMELO – Absolute filters!

แอป Pomelo Camera จะเหมาะกับผู้ที่ชอบการแต่งภาพแนวฮิปสเตอร์ แอปนี้จะให้สีภาพออกมาสวยทันใจ (สวว่างขึ้น) คล้ายๆ กับการเลือก Filter สำหรับรูปภาพ พร้อมทั้งยังทำการ Crop, Rolate และ Fade รูปได้ภายในตัว ส่วนมากจะใช้งานแอปแต่งรูปนี้ก่อน จะอัพภาพลงใน Instagram

Download แอปแต่งรูป Pomelo

ระบบ iOS: Pomelo

ระบบ Android: Pomelo

แอปพลิเคชัน Snapseed

แอปที่สามารถทำให้เราแต่งภาพแบบมืออาชีพอย่างง่าย Snapseed ถือเป็นแอปแต่งรูปในตำนานที่เปิดให้ดาวน์โหลดมานานมากอีกแอปหนึ่ง และยังก็ยังคงได้รับความนิยมมากจนถึงปัจจุบัน คุณสมบัติของแอปแต่งรูปนี้คือการแต่งรูปแบบมือเดียว ไม่ซับซ้อน แต่กลับมี Functions จำเป็นที่หลากหลาย ทั้งการปรันโทนสี ปรับความสว่าง การปรับจุด Focus และการใส่ Filter เพื่อทำให้ภาพดูคลาสสิก

Download แอปแต่งรูป Snapseed

ระบบ iOS: Snapseed

ระบบ Android: Snapseed

แอปพลิเคชัน VSCOcam  

ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ เพราะมีฟิลเตอร์ให้เลือกแต่งภาพแนวฮิปสเตอร์มากมาย มีทั้งซื้อและปล่อยให้โหลดฟรี และยังสามารถปรับแต่งรูปภาพเช่นเพิ่มความคมชัด ปรับความสว่าง และปรับโทนรูปภาพได้อย่างง่าย หากไม่พอใจใน Filter ที่สร้างขึ้นมาแล้ว ก็สามารถดาวน์โหลด Preset พิเศษสามารถซื้อแยกก็สามารถซื้อได้ที่ VSCO X โดยจะตกอยู่ที่ประมาณปีละ 6xx บาท

Download แอปแต่งรูป VSCOcam

ระบบ iOS: VSCOcam

ระบบ Android: VSCOcam

แอปพลิเคชัน Camera360 

ตอนนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า วิธีการใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ บนแอปแต่งรูปเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญมากๆ แอปที่ใช้งานง่ายและไม่ซับซ้อนย่อมเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่หลายคนใฝ่ฝันหา แน่นอนเราเชื่อว่า Camera360 คือคำตอบของสาวๆ หลายคน ไม่เชื่อลองโหลดมาเล่นกันดูสิเล่นง่าย ไม่ยาก รับรองได้ภาพสวยถูกใจไว้สำหรับโพสต์ขึ้นโซเชียลมีเดียแน่นอน

Download แอปแต่งรูป

ระบบ iOS: Camera360

ระบบ Android: Camera360

Foodie - Camera for life แอปดีๆ สำหรับคนชอบถ่ายอาหาร :

เรียกว่าเป็นแอปที่มาพร้อม ฟิลเตอร์ในการแต่งภาพอาหารเยอะมากๆ จริงๆ สำหรับฟีเจอร์หลักๆ ในตัวแอปพลิเคชันนั้นแน่นมาสำหรับสายกินเป็นหลัก ใครชอบถ่ายอาหาร รีวิวอาหารแนะนำว่าโหลดแอปตัวนี้ไว้ในเครื่องรับรองได้ใช้งานแน่นอน บอกเลยว่าสามารถเพิ่มความอร่อยให้กับรูปอาหารด้วยไลฟ์ฟิลเตอร์ที่เต็มไปด้วยรสชาติให้เพื่อนๆ คุณที่มาเห็นภาพประทับใจแน่นอน

Download แอปแต่งรูป

ระบบ iOS: Foodie

ระบบ Android: Foodie

อ้างถึง   https://tinyurl.com/var8nyad

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ใครแก้ เช็คได้ : Google Doc

Google Doc ออกฟีเจอร์ใหม่ ใครแก้ไฟล์ออนไลน์ รู้หมด

เอกสารที่ใช้งานร่วมกันบนออนไลน์ นับเป็นมิติใหม่ที่เกิดมาเพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำงานร่วมกัน เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ใช้งานได้แค่มีอินเทอร์เน็ต

แต่เท่านั้นยังไม่พอ เพราะล่าสุด Google ได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ เพื่อให้การใช้งานเอกสารร่วมกันบนออนไลน์ไม่มีข้อจำกัด กับฟีเจอร์ Show Editors ที่ทำให้ Google สามารถติดตามการแก้ไขของสมาชิกที่ใช้ไฟล์ร่วมกันได้ง่ายขึ้น 

ข้อดีคือทำให้มีข้อมูลว่าไฟล์เอกสารถูกแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงตรงไหน เมื่อไหร่ และใครเป็นคนทำ เหมาะสำหรับคนที่ตำเป็นต้องแชร์ไฟล์ให้กับผู้ใช้งานเข้าถึงได้หลายคน หรือคนที่ต้องทำงานที่บ้าน

วิธีเปิดใช้งาน Show Editors ก็ทำได้แบบง่ายๆ แค่ตั้งค่าเริ่มต้นใช้งานคุณฟีเจอร์นี้ เพียงแค่เน้นข้อความส่วนหนึ่งคลิกขวาและเลือก แสดงผู้แก้ไข โดย Google จะแสดงรายชื่อผู้แก้ไข พร้อมกับการแก้ไขล่าสุดพร้อมกับเวลา 

นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกที่จะนำคุณไปยังประวัติเวอร์ชันเดิมของเอกสารได้ทันที หากต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติมว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การใช้งานเอกสารแบบออนไลน์ที่ไร้ขีดจำกัด นอกเหนือจากฟีเจอร์ speech-to-text พูดแล้วพิมพ์ ฟีเจอร์สุดฮิตที่ทำให้การใช้งานเอกสารยุคใหม่ทำได้ง่ายขึ้นมาก

สำหรับฟีเจอร์ใหม่ Show Editors นี้ Google จะเปิดให้ใช้งานแล้วในกลุ่มผู้ใช้งาน Google Workspace แบบ Business , Enterprise และ Education Plus 

สำหรับคนที่ใช้งาน G Suite แบบ basic ยังต้องรอลุ้นกันต่อว่า Google จะเปิดให้ใช้งานเมื่อไหร่

อ้างอิง  https://tinyurl.com/fh2e4er5

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

Zoom

 1. ปิดเสียง เปิดกล้อง ตั้งเป็นค่าเริ่มต้น

ความลับไม่มีในโลก! หลายคนชอบโป๊ะแตก เปิดไมค์ทิ้งไว้ระหว่างรอคู่สนทนา จังหวะที่เผลอคุยหรือเมาท์อะไรหลุดออกมาก็ได้ยินกันหมด ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรทำหลังเข้าใช้งาน Zoom คือตั้งค่าปิดเสียง และเปิดกล้องเอาไว้ ซึ่งเป็นมารยาทพื้นฐานในการสนทนาออนไลน์ที่ควรรู้


วิธีการตั้งค่าปิดเสียงแบบง่ายๆ ให้เข้าไปที่การตั้งค่า เลือกเสียง และปิดเสียงไมโครโฟนเมื่อเข้าร่วมการประชุมและระหว่างที่สนทนา เกิดมีข้อซักถาม หรือถูกเชิญให้พูด ก็แค่เคาะแป้นพิมพ์ Spacebar แทนการคลิกปุ่มไมโครโฟน โดยคุณสามารถกด Spacebar ค้างไว้เพื่อเปิดเสียงไมโครโฟน แบบเดียวกับการกดแล้วพูด หรือ Push to talk

2. เปลี่ยนพื้นหลัง เปลี่ยนชื่อ เพิ่มรูปโปรไฟล์

นับเป็นฟังก์ชั่นเริ่มต้นที่ต้องปรับแต่งทุกครั้งก่อนเริ่มแชต เพราะที่บ้านบางคนก็ไม่ได้เหมาะที่จะใช้ในการคุยงาน หากบ้านรกหรือมีคนเคลื่อนไหวไปมาอยู่ด้านหลัง ยิ่งจะเป็นการรบกวน หรือดึงความสนใจของคู่สนทนาใน Zoom ให้หลุดโฟกัสในสิ่งที่เรากำลังพูดอยู่ก็เป็นได้ วิธีเปลี่ยนพื้นหลัง Zoom ทำได้ทั้งบนเดสก์ท็อปและในแอปมือถือ แค่ไปที่การตั้งค่า เลือกพื้นหลังที่มีให้ หรืออัปโหลดภาพที่คุณต้องการเข้าไปแทนที่

เช่นเดียวกับชื่อที่ใช้ login เข้าใช้งาน Zoom ส่วนใหญ่จะเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ ที่ยากต่อการจดจำหรือแยกแยะ ยิ่งไปซ้ำกับผู้ใช้งานรายอื่นแล้วด้วยก็คุณอาจจะถูกลืมหรือโดนกลืนหายไปในวงสนทนาแบบไม่รู้ตัว การเปลี่ยนชื่อสามารถทำได้ 2 วิธีทั้งแบบชั่วคราวและถาวร

หากคุณต้องการเปลี่ยนชื่อชั่วคราวสำหรับการประชุมที่กำลังจะเริ่ม ให้คลิกที่ปุ่มผู้เข้าร่วมที่ด้านล่างของหน้าจอ วางเมาส์เหนือชื่อของคุณ แล้วคลิกเพิ่มเติม จากนั้นเปลี่ยนชื่อ โดยพิมพ์ชื่อที่คุณต้องการให้แสดงแล้วกดตกลง แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนชื่อแบบถาวรทุกครั้งที่เข้าใช้งานให้ไปที่เว็บ Zoom ลงชื่อเข้าใช้ คลิกโปรไฟล์ที่มุมขวาบนตรงข้ามชื่อของคุณ แล้วคลิกแก้ไข ป้อนชื่อที่คุณต้องการ จากนั้นกดบันทึกการเปลี่ยนแปลง เพียงเท่านี้ชื่อใหม่ของคุณจะแสดงในทุกการประชุมนับจากนี้ ซึ่งคุณสามารถเข้ามาเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ

นอกจากนี้คุณยังเพิ่มรูปโปรไฟล์ทั้งแบบชั่วคราวบนแอป และแบบถาวรได้บนเว็บด้วยวิธีการเดียวกับการเปลี่ยนชื่อผู้ใช้งาน

3. เปิดใช้ฟิลเตอร์ เพิ่มความมั่นหน้า

หากตอนเริ่มประชุมคุณสังเกตได้ว่าหน้าตาในกล้องเริ่มไม่สดใส อาจเป็นเพราะอดนอน เพื่อเตรียมงานมาอย่างหนักหน่วง คุณสามารถเปิดโหมดบิวตี้ที่จะทำให้หน้าดูดีได้ กับฟีเจอร์ Touch Up My Appearance บน Zoom ซึ่งมีคุณสมบัติไม่แพ้ฟิลเตอร์ในกล้องเซลฟี่บน


หากต้องการเปิดโหมดนี้ให้คลิกลูกศรขึ้น ถัดจากเริ่มวิดีโอ จากนั้นคลิกการตั้งค่าวิดีโอ แล้วทำเครื่องหมายในช่อง ลักษณะที่ปรากฏของฉัน

4. ตั้งค่าห้องระหว่างรอ เพิ่มความปลอดภัย

ปัญหาเรื่องความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องจัดการให้อยู่หมัด ยิ่งถ้าคุณเป็นผู้สร้างห้องด้วยแล้วละก็ เป็นนี้ห้ามข้ามไปเป็นอันขาด เพราะนอกจาก Zoom พัฒนาการเข้ารหัสแบบ end-to-end รวมถึงวิธีอื่น ๆ เพื่อปกป้องบัญชี และการแชทให้เป็นส่วนตัวมากขึ้น ผู้สร้างห้องยังสามารถป้องกันคนแปลกหน้า หรือผู้ไม่หวังดีแอบเข้าร่วมร่วมวงสนทนาได้ด้วย


วิธีการง่ายๆ แค่เปิดใช้งานห้องรอเพื่อให้คุณสามารถดูได้ว่าใครพยายามเข้าร่วมการประชุมก่อนที่จะกดอนุญาตให้พวกเขาเข้าถึงได้ โดยไปที่การจัดการบัญชี การตั้งค่าบัญชี คลิกที่การประชุมจากนั้นคลิกห้องรอเพื่อเปิดใช้งานการตั้งค่า

นอกจากนั้นยังสามารถสร้างห้องซูมสำหรับการสนทนากลุ่มเล็ก ๆ โดยแบ่งการประชุมซูมขนาดใหญ่ของคุณออกเป็นเซสชันย่อย ๆ ได้ถึง 50 เซสชันพร้อมห้องแยกย่อย โดยไปที่การจัดการบัญชี การตั้งค่าบัญชี ในแท็บการประชุมไปที่ Breakout Room และตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เปิดใช้งานการตั้งค่าแล้ว

5. แบ่งปันหน้าจอ เล่นกับอีโมจิ

แชร์หน้าจอนับว่าเป็นฟีเจอร์หลักที่ทุกคนต้องใช้หากต้องการแบ่งบันสไลด์ พรีเซ้นต์ ร่วมกับคนอื่นซึ่งทำได้ง่ายๆ แค่คลิกที่ไอคอนแชร์หน้าจอบนแถบเครื่องมือที่ด้านล่าง โดยเลือกได้ว่าจะแชร์เดสก์ท็อปทั้งหมด หรือแชร์เพียงหน้าต่างเดียวที่คุณเปิดไว้ หากต้องการหยุดแชร์หน้าจอก็แค่คลิกปุ่มหยุดแชร์สีแดงที่ด้านบนสุดของหน้าจอ เพื่อกลับไปเป็นผู้ฟังตามเดิม

หากคุณปิดเสียงระหว่างประชุมคุณยังสามารถแสดงอารมณ์และความเห็นผ่านอิโมจิเพื่อแจ้งเตือนไปยังเจ้าของห้องได้ โดยไม่รบกวนการประชุม ซึ่งล่าสุด Zoom ได้เพิ่มอิโมจิมากถึง 40 ตัวให้เลือกใช้ โดยคลิกแท็บปฏิกิริยาที่ด้านล่างของหน้าจอการประชุม แล้วเลือกอิโมจิที่ต้องการ โดยอีโมจิจะหายไปหลังจากผ่านไปแล้ว 5 วินาที

6. ใช้แป้นพิมพ์ลัดให้เป็น

สำหรับคนที่ไม่ชอบจับเมาส์ คลิกไปรอบ ๆ หน้าจอ Zoom แบบไร้จุดหมาย Zoom มีแป้นพิมพ์ลัดที่เป็นประโยชน์มากมายให้ใช้งานบนเดสก์ท็อปโดยไม่ต้องใช้เมาส์ นอกจากดเปิด/ปิด เสียงด้วย Spacebar แล้วก็ยังมีอีกหลายปุ่นที่ช่วยทำให้การเช็ตของคุณง่ายและดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นด้วย อย่างเช่นกด Alt+Shift+S เพื่อเริ่มหรือหยุดแชร์หน้าจอ

ลองค้นหาคำสั่งเพื่อเข้าร่วมการประชุมเริ่มหรือหยุดการบันทึกเข้าสู่โหมดเต็มหน้าจอและแชร์หน้าจอของคุณ ได้ที่รายการปุ่มลัดและแป้นพิมพ์ลัดทั้งหมดของ Zoom

7. ซ่อนผู้เข้าร่วมที่ไม่เปิดวิดีโอ

ในมุมมองแกลเลอรีช่วยให้คุณเห็นทุกคนในการประชุมพร้อมกัน แทนที่จะเป็นเพียงคนพูด หากต้องการเปิดใช้งานให้คลิกแท็บมุมมองแกลเลอรีที่มุมขวาบน

ในการประชุมที่มีคนจำนวนมาก บางครั้งหน้าจอของคุณอาจทำให้ผู้ร่วมสนทนาเสียสมาธิกับสัตว์เลี้ยงและเด็ก ๆ ของเพื่อนร่วมงานที่ปรากฏในวิดีโอ ขณะที่บางคนเลือกที่จะไม่เปิดกล้อง ในฐานะผู้สร้างห้องสามารถซ่อนผู้เข้าร่วมประชุมที่ไม่ได้เปิดวิดีโอได้โดยไปที่การตั้งค่า เลือกวิดีโอ ไปที่การประชุม และเลือกซ่อนผู้เข้าร่วมที่ไม่ใช่วิดีโอได้เช่นกัน

8. ใช้ปากกาเพื่อทำไฮไลต์

คุณสมบัติปากกาที่หายไปของ Zoom ช่วยให้คุณสามารถขีดเขียนบนหน้าจอที่ใช้ร่วมกัน เพื่อเน้นข้อความ หรือสิ่วที่ปรากฎบนสไลด์ โดยมันจะเลือนหายไปเองโดยไม่ต้องย้อนกลับไปลบออกวิธีการใช้งานขณะแชร์หน้าจอ ให้คลิกที่คำอธิบายประกอบ ในเมนูที่ขึ้นมาให้คลิก Vanishing Pen แล้วลองใช้งานดู

9. เก็บบันทึกวีดีโอเอาไว้ในเครื่อง

สมาชิก Zoom ทั้งแบบฟรีและพรีเมี่ยม สามารถบันทึกการประชุมลงในแล็ปท็อปหรือคอมพิวเตอร์โดยใช้แอป Zoom บนเดสก์ท็อป โดยไฟล์ที่บันทึกไว้สามารถอัปโหลดไปยัง Cloud ยอดนิยมอย่าง Google Drive หรือ Dropbox หรือบริการสตรีมวิดีโอเช่น YouTube หรือ Vimeo ได้ทันที แต่หากคุณใช้บริการ Zoom แบบพรีเมี่ยม คุณสามารถบันทึกไฟล์ลงบนสมาร์ทโฟน หรือจัดเก็บบน Cloud ได้โดยตรง ค่าบริการอยู่ที่ $15 ต่อเดือน หรือประมาณ 500 บาท

วิธีเปิดใช้งาน ให้ไปที่การตั้งค่า เลือกการบันทึกและเปิดใช้งาน ขณะที่เริ่มประชุมให้คลิกไอคอนบันทึกที่แถบเครื่องมือ

อ้างอิง  https://tinyurl.com/8snn8583


วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

อีเมลที่ส่งไป เขาเปิดอ่านรึยังนะ?

 “อีเมลที่ส่งไป เขาเปิดอ่านรึยังนะ?” คงเป็นสิ่งที่หลายๆ คนต้องการจะรู้ โดยเฉพาะมนุษย์วัยทำงานอย่างเรา ที่บางครั้งเราส่งสารเรื่องสำคัญไปให้ รอแล้วรออีก ก็ไม่รู้ว่าเขาเปิดอ่านเเล้วรึยัง หรือส่งไปเเล้วไม่ถึงกันนะ

ก็คือ https://mailtrack.io/en/ (ใช้ได้เฉพาะ Gmail บนเว็บเบราว์เซอร์ Chrome เท่านั้น) เข้าเว็บไปแล้วก็กด install ได้เลยค่ะ ดาวน์โหลดฟรี! ด้วยนะ (ใช้ได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และบนโทรศัพท์มือถือ)

หลักจากดาวน์โหลดเสร็จเเล้ว ก็ติดตั้งลงเบราว์เซอร์ Chrome ได้เลยค่ะ โดยการกดคำว่า Add to Chrome หลักจากนั้นให้เรากดคำว่า “Connect with Google” แล้ว Sign in ด้วยบัญชี Google ของคุณ (ใช้บัญชีที่เราต้องการ track)

หลังจากนั้นจะมีรายละเอียดเเพ็กเเกจเรื่องราคามาให้เราเลือก แน่นอนค่ะว่าสายฟรีแบบเราเลือก Sign Up Free

เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยเเล้ว  คุณสามารถไปที่หน้า Gmail ได้เลย เราจะเห็นเครื่องหมายถูกสีเขียวอยู่ในแถบส่งเเล้ว หากมีเครื่องหมายถูกสีเขียวขึ้นแค่ 1 แสดงว่าเขายังไม่ได้เปิดอ่าน แต่ถ้ามีเครื่องหมายถูกสีเขียวขึ้น 2 อัน แสดงว่าอีเมลคุณได้ถูกเปิดอ่านเป็นที่เรียบร้อย เเละที่สำคัญ เมื่อเรานำเมาส์ไปชี้ที่เครื่องหมายถูก ก็จะมีรายงานจำนวนครั้งที่เปิดอ่านด้วย

แต่ถ้าหากขึ้นสีเทาทั้ง 2 อัน แสดงว่าอีเมลนั้นทางแอปยังไม่ได้ติดตาม​ (จะเป็นอีเมลที่เราส่งออกไปก่อนติดตั้งโปรแกรม)

อ้างถึง   https://tinyurl.com/rrs2kfs6

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2564

สร้าง QR Code

 สร้าง QR Code แบบมือโปร ใส่โลโก้ได้

ในยุคแรก QR Code ถูกใช้เพื่อให้สแกน Link ไปเว็บได้แบบไม่ต้องพิมพ์ แต่เดี๋ยวนี้ QR Code เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว ไม่ว่าจะสแกนเพื่อส่งเมล สแกนเพื่อดูข้อความพิเศษ สแกนเพื่อโทรแบบไม่ต้องกดเบอร์ สแกนเพื่อส่ง SMS สแกนเพื่อเข้ารหัสใช้ Wi-fi โอนเงิน ไปจนถึง Bitcoin ก็สแกนได้แล้ว


ใครอยากได้ QR Code แบบเจ๋งๆ ตอนนี้เค้ามีเว็บให้ใช้ฟรี 7 วัน สร้างได้หน้าตา QR ให้สแกนได้แบบมือโปร จะใส่รูป เลือกหน้าตาไอคอน ใส่โลโก้ เปลี่ยนสีให้เริดขนาดไหนก็ทำได้ แค่

1. เข้าไปที่เว็บ https://qr.io/ 

2. เลือกรูปแบบการใช้งานที่ต้องการ และใส่รายละเอียดปลายทางให้ครบ

3. เลือก Option เพื่อตกแต่งสีพื้นหลัง ลวดลาย และเส้นขอบ 

4. เลือกรูปทรงของ QR Code ในแบบที่คุณชอบ

5. อัปโหลดโลโก้ หรือเลือกภาพที่ต้องการให้อยู่บน QR Code

6. เลือกสไตล์กรอบภาพ และใส่คำตามที่ต้องการ เช่น SCAN NOW

อ้างถึง  https://tinyurl.com/8fxtjy6j