แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวสารเทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวสารเทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

เว็บไซต์เรียนเขียนเว็บฟรี

1. FreeCodeCamp

มาเริ่มที่เว็บไซต์แรกกับ FreeCodeCamp ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับเรียนรู้ web development ชื่อดังโดยก่อตั้งในปี 2014 ในตัวของเว็บไซต์จะประกอบด้วยหลักสูตร web developement มากมายซึ่งจะมีรูปแบบการเรียนรู้ learning by doing ด้วยการหลอมรวมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติมาอยู่ในแบบฝึกหัดที่จะค่อย ๆ ไต่ระดับความยากขึ้นไป ทำให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกไปในแต่ละแบบฝึกหัด

ในแต่ละหลักสูตรจะมีใบ Certificate ให้ด้วยนะเออ ซึ่งเราสามารถที่จะนำไปใส่ใน linkedin หรือ resume ได้อีก แต่ เอ๊ะ!!! ตอนนี้ทุกคนคงคิดว่าเว็บไซต์ที่สอนฟรีใบ Certificate คงได้มาง่าย ๆ ดูไม่น่าได้รับการยอมรับแน่เลย แต่หลังจากที่แอดไปตะลุยหลักสูตรมาทำให้รู้ การจะได้ใบ cert มานั้นจะต้องผ่านแต่ละบทก่อน ซึ่งรวมกันทุกบทแล้วไม่ต่ำกว่า 300 ชั่วโมง!!! ยัง ยังไม่พอ เราต้องทำ Project หลักสูตรที่เราเรียนอีก 5 project นอกจาก learning platform แล้วตัว FreeCodeCamp ยังมี community ที่จะมาแชร์บทความต่าง ๆ มากมายตั่งแต่พื้นฐานยัน expert บวกกับ Forum community ที่เราสามารถที่จะตั้งคำถามข้อสงสัยในสิ่งที่เรียนมาในแต่ละหลักสูตรได้ เพื่อความเข้าใจมากยิ่งขึ้น คล้ายกับ stackoverflow

FreeCodeCamp ถือว่าเป็นเว็บไซต์เรียน Web development ที่ครบวงจรในตัวเอง เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นเขียนเว็บไซต์ทุก ๆ ท่าน

2. W3Schools

มาต่อกับเว็บไซต์ต่อไปที่นักพัฒนาเว็บไซต์ทุกคนต้องรู้จักอย่างแน่นอนกับ W3Schools เว็บไซต์ที่รวบรวมความรู้ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ทั้ง Front-end และ Back-end W3Schools ก่อตั้งในปี 1998 มีสโลแกนประจำตัวที่แสดงถึงความเก่าแก่และยิ่งใหญ่อย่าง

เนื้อหาแต่ละหลักสูตรของ W3Schools จะมีการแบ่งหัวข้อที่ชัดเจนเรียงลำดับจากง่ายไปยาก ซึ่ง W3School จะเน้นไปที่การเรียนรู้จากตัวอย่างเป็นซะส่วนใหญ่ โดยแต่ละหัวข้อจะมีคำอธิบายและ code ตัวอย่างให้ผู้เรียนทำความเข้าใจและแก้ไขได้ แต่ถ้าใครต้องการความท้าทายก็จะมีในส่วนของ W3Schools exercise ที่จะให้เราทำโจทย์จากสิ่งได้เรียนรู้มาในแต่ละหัวข้ออีกด้วย ในส่วนใบ Certification ของ W3Schools ก็สามารถมีได้ด้วยการจบหลักสูตรและ project บวกกับเงินอีก 95$

W3schools ถือเป็นเว็บไซต์ Web development ที่เก่าแก่ซึ่งเปรียบกับคัมภีร์ Guidebook สำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์ที่สามารถให้ย้อนกลับมาทบทวนได้เสมอไม่ว่าจะพึ่งเริ่มต้นหรือว่ามีประสบการณ์มานานแล้ว

3. The Odin Projects

The Odin Projects ก่อตั้งในปี 2013 โดยออกแบบมาสำหรับ Self learning ที่ต้องการหลักสูตรที่มีคุณภาพ ตัว The Odin Projects จะมีทั้ง Resource และ Open source ให้ใช้งานในการเรียนรู้พร้อมกับคำอธิบายที่ชัดเจน ทำให้ในแต่ละงานมีความท้าทายสูง ซึ่งในส่วนท้ายในแต่ละบทก็จะมี Assigment ให้ทำด้วยเช่นกัน หลักสูตร The Odin Projects เป็นภาษาอังกฤษ

นอกจากหลักสูตรเรียนแล้ว The odin project ก็ยัง Community ของตัวเองอีกด้วยซึ่งจะอยู่ใน Discord สิ่งที่ชอบของ The Odin projects คือ มี Resource ที่เยอะมาก!!! ทำให้เราสามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้อยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีในส่วนของ Solution ที่จะเป็นการแชร์ Code ของ Assignment แต่ละคนที่ทำก่อนหน้าเรา ทำให้เราสามารถมองเห็นข้อผิดพลาดของ Code เราได้ชัดเจนขึ้นและนำมาปรับปรุงในการทำ Web development ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

The Odin Projects ถือเป็นเว็บไซต์สำหรับเรียนรู้ Web development ที่ไม่ค่อยเหมาะกับ beginner สักเท่าไหร่เมื่อเทียบกับ platform อีก 2 อันด้านบน แต่ถ้าใครมีประสบการณ์มาบ้างนี่อาจเป็นที่ที่ทำให้คุณได้ศึกษา Resource ใหม่ ๆ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนก็เป็นได้

4. coursera

มาถึงกับเว็บไซต์เรียนออนไลน์ที่มีชื่อเสียงมากเปรียบได้กับเจ้าพ่อแห่งวงการเรียนออนไลน์ก็ว่าได้กับ Coursera ก่อตั้งในปี 2012 ซึ่งทำงานกับมหาลัยกว่า 150 แห่งและมีคอร์สออนไลน์หลายแขนงมากกว่า 4,000 คอร์ส ในส่วนของคอร์ส Web development มีมากถึง 1,058 คอร์ส แอดบอกได้เลยว่าเยอะมาก แต่ถึงยังงั้นมันก็ยังเต็มไปด้วยคอร์สที่ไม่ดีและดีปะปนกันไป ซึ่งจะมีการวัดจาก คะแนน review หลักสูตรของ Coursera จะมีทั้งได้ใบ Certificate และ Degree ทำให้เหมาะสำหรับบุคคลที่ต้องการเรียนจริงจัง สามารถนำไปใช้ยื่นสมัครได้เลย โดยจะมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 49 $ ในแต่ละคอร์ส แต่เราก็สามารถที่จะขอทุน Financial aid(บางคอร์ส) ได้ด้วยการเขียน statement of purpose ซึ่งจะใช้ระยะเวลา 15 วันในการตรวจสอบ แต่ถ้าใครอยากเรียนฟรี ก็จะมีในส่วนของ Audit ที่จะสามารถเรียนตามบทฟรี แต่ว่าจะไม่สามารถทำ Assignment หรือ Exercise ได้ และไม่ได้รับใบ Certificate หรือ Degree ด้วย

เนื้อหาในแต่ละหลักสูตรของ Coursera จะให้ความรู้สึกมานั่งเรียน lecture มหาวิทยาลัยยังไงยังงั้น โดยการผสมผสานระหว่างคลิปสอน, เนื้อหาให้อ่าน และ exercise ให้ทำ แบ่งออกเป็นแต่ละสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีการ discuss คำตอบบางอย่างกับเพื่อนในคลาส ทำให้เรามี interactive ต่อเพื่อนในคลาสมากขึ้น ซึ่งจะแตกต่างจากเว็บไซต์ข้างบนทั้ง 3 ที่เน้นไปที่การ self-learning ซะเป็นส่วนใหญ่ และยังมีระบบ Grade ที่จะเป็นการนำคะแนนจาก Quiz มาคำนวณ ทำให้ได้ความรู้สึกเหมือนกลับไปเรียนในมหาลัย ยิ่งขึ้นไปอีก

Coursera ถือเป็นเว็บไซต์ที่มีหลักสูตรเยอะและหลากหลาย ดีบ้างแย่บ้างปนกันไป มีใบ Certificate และ Degree ที่เป็นมาตรฐานสากล อีกทั้งยังมีระบการเรียนที่ให้ความรู้สึกเป็นมิตรต่อผู้ใช้ ทำให้เหมาะสมกับผู้เริ่มต้น ไม่ใช่แค่เรื่อง Web development แต่รวมทั้งการเริ่มเรียนสิ่งใหม่ที่เราสนใจอีกด้วย

5. Codewars

จาก 4 เว็บไซต์ที่กล่าวมาข้างตันจะเห็นได้ว่าแต่ละเว็บไซต์จะมีรูปแบบหลักสูตรที่เฉพาะตัว และให้ความรู้สึกเวลาเรียนที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเว็บไซต์ที่จะพูดถึงต่อไปนี้ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากเช่นกัน ด้วย Concept เน้นไปการแข่งขันที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับการเล่นเกมไต่แรงค์ ดั่งกับชื่อ Codewars ก่อตั้งในปี 2012 เป็น Community platform สำหรับการเขียนฝึกโปรแกรม นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถฝึกซ้อมใน Exercise เพื่อขัดเกลาสกิลผ่านการฝึกฝนและทำซ้ำหรือที่เรียกว่า kata ในส่วนของ kata ก็จะมีการให้แรงค์กับผู้เล่น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Codewars เช่นกันนอกจากนี้ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่โคตรเป็นเอกลักษณ์คือ เงื่อนไขการ Sign up ที่มาพร้อมกับแบบฝึกหัด ซึ่งถ้าคุณทำไม่ได้คุณก็จะไม่มี Account!!!

แบบฝึกหัดแต่ละบทจะให้ความรู้สึกเหมือนเล่นเกม ให้ความท้าทาย ด้วยระบบ Level สำหรับ ผู้เล่น แสดงผ่าน Rank ตั่งแต่ 8 kyu(ต่ำสุด) จนถึง 4 dan(สูงสุด) ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความยากของ kata บวกกับความเร็วในการแก้ไขปัญหาที่ตัว user ได้ทำไว้ และยังมี Honor ที่เป็นตัวแสดงการยอมรับจาก Community ได้รับมาจากสมาชิกคนอื่น จะเห็นได้ว่า Rank ของ User จะบ่งบอกถึงความสามารถส่วน Honor จะบ่งบอกการมีส่วนรวมใน Community ในแต่ละแบบฝึกหัดมีระดับความยากที่เหมาะสมคนที่มีประสบการณ์ในภาษานั้นพอสมควร ถ้าใครคิดว่าจะมาเริ่มเรียนภาษาใหม่ในนี้ แอดคิดว่าจะต้องพยายามสักหน่อย แบบฝึกหัดจะมีคำอธิบายโจทย์ และ Sample test แสดงตัวอย่างเฉลยที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ยังมีการแชร์ Code ของ User คนอื่น โดยเราสามารถ Vote / Comment / Compareได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถเปรียบเทียบ Solution ในการแก้ปริศนากับ User รายอื่น ๆ วิธีการนี้ช่วยให้คุณค้นหา Bug ใน Code ของคุณได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งช่วยให้สามารถเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาเดียวกันจากมุมมองที่แตกต่างไป นอกจากนี้ถ้าเราไม่พอใจแบบฝึกหัดใน kata เราสามารถคิดโจทย์ใหม่ขึ้นเองได้ด้วย

Codewars ถือเป็น platform หนึ่งที่ใช้ gamfication มาใช้ในหลักสูตรทำให้เกิดความท้าทายในการศึกษา มาพร้อมกับแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับคนมีประสบการณ์ ทำให้ platform นี้ไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้นสักเท่าไหร่นัก

6. Traversy Media

Traversy Media ก่อตั้งครั้งแรกในช่อง Youtube ปี 2011 ซึ่งคลิปส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง web development ปัจจุบันมีจำนวนคลิปสอนภาษาอังกฤษมากกว่า 1,000 คลิป ซึ่งแต่ละคลิปมีเนื้อหาที่มีคุณภาพผ่านจากประสบการณ์การทำงานของนักพัฒนา ตาม concept “Bringing the world the highest quality programming content” ส่วนใหญ่เนื้อหาในแต่ละหลักสูตรเน้นไปที่การลงมือทำ Project จาก Resource ใน git เป็นซะส่วนใหญ่

แต่ถ้าใครต้องการใบ Certification Traversy Media ก็จัดให้คุณได้ใน Udemy ซึ่งจะมีอยู่จำนวน 12 course ราคา course ละ 349 บาท ได้แก่

แต่ถ้าใครต้องการใบ Certification แล้วล่ะก็ Traversy Media มีคอร์สสอนอยู่บน Udemy ด้วยนะครับ จะมีทั้งหมด 12 course ด้วยกัน เริ่มต้นราคาเพียง 349 บาท ตามด้านล่างนี้เลยครับ สอนโดยเจ้าของที่ชื่อว่า Brad Traversy

Traversy Media ถือเป็นช่อง Youtube ที่ใครเคยศึกษา Web development ต้องผ่านตากันมาบ้าง ซึ่งแต่ละคลิปมีตั่งแต่สอน Beginner จนถึงสามารถทำงานได้จริง ถือว่าเหมาะสมสำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ที่ไม่ต้องการเสียเวลาสมัครสมาชิก แค่เปิด Youtube ก็สร้างเว็บไซต์ได้แล้ว

7. Khan Academy

Education platform ชื่อดังที่มีจุดมุ่งหมายในการให้การศึกษาคุณภาพสูงแก่คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหนทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ได้ทุกอย่าง Khan Academy ก่อตั้งในปี 2006 ได้รับการสนับสนุนจาก Microsoft และ Google โดยเริ่มต้นมาจากนักศึกษาคนหนึ่งที่มีชื่อว่า Salman Khan ได้ถ่ายคลิปสอนเผยแพร่ลงอินเทอร์เน็ต ด้วยความที่การสอนของ Khan เน้นไปที่ความเข้าใจมากกว่าความจำ ทำให้คลิปสอนของ Khan ตอนนั้นกลายเป็นที่นิยมขึ้นมา ปัจจุบัน Khan academy มีหลักสูตรหลายวิชาทั้ง คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ซึ่งรองรับภาษาไทยด้วย ในส่วนของ Web development มีหลักสูตร ,บทความ และ Excercise รวมกันกว่า 1,000 อย่าง ซึ่งมีตั่งแต่ระดับง่ายจนไปถึงระดับยาก จุดเด่นของ Khan Academy คือการสอนเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย รวมทั้ง ระบบใน Platform นี้จะบันทึกพฤติกรรมการเรียนรู้ของแต่ละคนและนำมาวิเคราะห์ปัญหา เพื่อสร้างโจทย์ฝึกหัดที่เหมาะสมกับผู้เรียนอีกด้วย

8. Wesbos

Wesbos เกิดขึ้นจาก Full stack developer มีนามว่า Wes Bos ต้องการช่วยให้ทุก ๆ คนสามารถเป็นนักพัฒนาเว็บไซต์ที่ดี ดังนั้นเขาเลยเริ่มถ่ายคลิปสอนใน Youtube ก่อนจนตอนหลังเริ่มมาทำ Wesbos เหมือนกับ Khan Academy ใน platform นี้มี course อยู่ 3 แบบ คือ Free ,Starter course และ Master package 

ในส่วนของ Starter course จะมีราคา 82$ ส่วน Master packageจะมีราคา 97$ ซึ่งจะได้สิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพิ่มเติม นอกจาก Course เรียน Wesbos ยังมีในส่วนของ Podcast อีกด้วย ชื่อว่า Syntax เนื้อหาใน Podcast จะพูดถึง Web development เป็นส่วนใหญ่ และบทความ web development ที่มีมากกว่า 120 บทความ บวกกับ Tip ที่มาจากประสบการณ์ของ Wes Bos ใน twitter ทำให้เว็บไซต์นี้มีจำนวนเนื้อหาการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนเริ่มต้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่เล็กเมื่อเทียบกับเว็บไซต์อื่นก่อนหน้า

9. MIT OpenCourseWare (visit)

MIT OpenCourseWare เป็น platform ของโครงการของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์(MIT) ที่มีชื่อเสียงทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์แห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ใน OCW ได้รวบรวมเนื้อหาวิชาที่มีการเรียนการสอนใน MIT มาเผยแพร่ใน platformนี้ เพื่อเปิดให้คนทั่วไปได้ได้รับความรู้ที่มีคุณภาพ แบบไม่ต้องลงทะเบียน และไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว หลักสูตรใน OCW มีมากกว่า 2,500 หลักสูตร โดยในแต่ละหลักสูตรนอกจากเนื้อหาเรียนแล้วยังมี การบ้าน การเรียนโต้ตอบ และข้อสอบพร้อมเฉลยอีกด้วยให้ความรู้สึกเหมือนเราบินไปเรียน MIT ยังไงยังงั้นเลย

10. Mozilla Developer Network (visit)

มาถึงเว็บไซต์สุดท้ายกับ Mozilla Developer Network(MDN) เกิดจากบริษัทเบราเซอร์ชื่อดังอย่าง Firefox ที่ต้องการสร้างคลังเก็บข้อมูล Web development ไว้สำหรับนักพัฒนา คล้ายกับ W3Schools ในส่วนของ MDN จะมีเนื้อหาที่คลอบคลุมในส่วนของ HTML, CSS และ JavaScript นอกจากนี้ยังมี Resource อื่นอีกมากมายที่จำเป็นใน Web development อีก เช่น HTTP, APIs, MathML, Game developement โดยในแต่ละบทจะเป็นคำอธิบายและ Code ซึ่งก็จะมี Challenge อยู่บ้างบางบท

อ้างอิง   https://tinyurl.com/52nras4b

วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2564

Moore's Law

วันที่ 19 เมษายน 1965 กอร์ดอน มัวร์ ที่ยังเป็นพนักงานของบริษัท FairChild เขียนบทความลงในวารสาร Electronics ระบุว่าจำนวนอุปกรณ์ในไอซีจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวทุกๆ หนึ่งปี นับเป็นจุดเริ่มต้นของกฎของมัวร์นับแต่วันนั้น 

ต่อมาในปี 1975 เขาปรับการคาดการณ์ไว้ว่าจำนวนอุปกรณ์จะเพิ่มขึ้นสองเท่าทุกๆ สองปี และจนวันนี้ กฎนี้จะคงใช้คาดการณ์ซีพียูรุ่นใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อนสูงได้อย่างต่อเนื่อง

การที่เราสามารถที่จะเพิ่มทรานซิสเตอร์ลงไปเป็น 2 เท่าในระยะเวลาทุกๆ 2 ปีนั้นก็หมายความว่าชิปรุ่นใหม่ที่ออกตามหลังมาหลังจาก 2 ปีผ่านไปจะมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมในขณะที่ราคานั้นจะยังคงเท่ากับของเดิมทำให้ผู้ผลิตสามารถที่จะใส่อะไรต่างๆ เข้ามาได้มากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

กฎของมัวร์ไม่ใช่กฎที่จะคงอยู่อย่างถาวร ดังจะเห็นได้ว่าผู้ผลิตต่างๆ ในปัจจุบันนั้น ก็พยายามที่จะทำลายกฎของมัวร์กันอยู่เรื่อยๆ ทว่าทำยังไงก็ไม่สามารถที่จะเอาชนะกฎดังกล่าวนี้ได้สักที 

สิ่งที่จะเข้ามาในการทำให้กฎของมัวร์สิ้นสุดได้นั้นจะประกอบไปด้วยปัจจัย 3 อย่างด้วยกันคือ

1. impurities 

หรือสิ่งสกปรกบนสารกึ่งตัวน้ำมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ 

ในทางปฎิบัติ ไม่สามารถที่จะทำให้สารกึ่งตัวนำสะอาดหมดได้จริง เนื่องจากมันมีปัจจัยในการผลิตเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็คือ เรื่องของความร้อน ที่ไม่ว่าสารจะเล็กมากขนาดไหน ทว่าเมื่อตีเสร็จแล้ว มันก็จะยังคงขยายตัวขึ้นมามากกว่าตอนที่ทำการตีอยู่อย่างเสมอๆ 

ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือเพชร ที่เวลาทำการเจียร์ ก็จะยังคงมีสิ่งเจือปนหลงอยู่บนพื้นผิวเพชรเสมอ (ถึงแม้ว่าตาเปล่าจะมองไม่เห็น) ซึ่งนั่นเลยทำให้หากเป็นสารกึ่งตัวนำแล้วนั้นก็อาจจะถึงขั้นไม่สามารถใช้งานได้หรือหากใช้ได้ก็จะกลายเป็นว่าเราเสียพื้นที่ ณ จุดดังกล่าวไป 

2. lithography 

หรือปริ้นท์ทรานซิสเตอร์ลงไปบนแผงวงจรสารกึ่งตัวนำ

ซึ่งโดยปกตินั้นจะต้องใช้แสงในการปริ้นท์เข้าไป  เพื่อที่จะทำให้ตัวแผงวงจรนั้น มีพื้นผิวที่เหมาะสมกับทรานซิสเตอร์ต่างๆ เหล่านั้น ยิ่งเราทำให้ทรานซิสเตอร์เล็กลงมากขึ้นเท่าไร เราก็ต้องสร้างให้ฐานวงจรมีร่องที่จะวางทรานซิสเตอร์ดังกล่าวลงไปให้ได้มากที่สุด ในจุดนี้ เราก็จะมีการใช้เทคนิคที่เรียกว่า multi-patterning 

หลังจากที่เวลาผ่านไปแล้ว เรากลับได้พบว่า วิธีการดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะทำเช่นนั้นอีกต่อไป ดังนั้นทางผู้ผลิตชิปก็ต้องหาเทคนิคทางด้านอื่นเข้ามาช่วย ซึ่งเทคนิคที่เข้ามาช่วยนั้นก็จะเป็นเทคนิคเรื่องของการใช้แสง อย่างเช่น Extreme UV หรือ EUV เป็นต้น 

การลดขนาดวงจรแล้วเล่นกับแสงแบบนี้ ย่อมทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา หมายถึง เกิดข้อผิดพลาดได้จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่สามารถที่จะใช้แผงวงจรดังกล่าวนั้นได้อีกต่อไป 

3. economics of scale 

หรือปัญหาทางด้านต้นทุน

ซึ่งหากต้องการทำกฎของมัวร์ให้เป็นไปได้เรื่อยๆ แล้วนั้น ก็คือ ทางผู้ผลิตต้องเพิ่มต้นทุนในการผลิตใหม่ทุกๆ 2 ปี เพื่อที่จะทำให้ตัวชิปนั้นมีขนาดเล็กลงมากพอ จนสามารถที่จะใส่ทรานซิสเซอร์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในทุกๆ ระยะเวลา 2 ปี 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกระบวนการผลิตที่เล็กลงเรื่อยๆ  การพัฒนากระบวนการผลิตต่างๆ ก็จะยากขึ้นตามเรื่อยๆ จนทำให้มีต้นทุนเพิ่มเข้ามาเป็นอย่างมากนั่นเอง

สรุป

เมื่อมันมีปัญหาในการผลิตต่างๆ มากมายอย่างนี้  แล้วกฎของมัวร์จะยังคงสามารถใช้งานต่อไปได้หรือไม่ คำตอบ ก็คือ มันยังคงมีความเป็นไปได้ อย่างน้อยก็อาจจะไปจนถึงปี 2025 หรือว่ามากกว่านั้นอีก (ปี 2025 คือปีที่มัวร์คาดเอาไว้ว่าจะไม่สามารถใช้กฎของเขาได้อีกต่อไป)

อ้างอิง https://tinyurl.com/ytv9vcpj, https://tinyurl.com/jm3p9f52

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

แนะนำเว็บฟรีสำหรับสร้าง Geometric Background กว่า 40 แบบ!!

วันนี้มีตัวช่วยประหยัดเวลาในการสร้าง background เจ๋งๆ มาฝากกันอีกแล้ว ซึ่งคราวนี้เขามีมาให้เลือกกันร่วมๆ 40 แบบ เลยทีเดียว ซึ่งบางอันสามารถกำหนดขนาด, สี, ความโปร่งใสของ element ต่างๆ ได้ด้วย แล้วแต่รูปแบบกราฟิก รับรองว่าดีงามจริงๆ ลองไปเล่นกันดูนะครับ วิธีการนำมาใช้นั้นก็ง่ายมาก แค่กด Donwload SVG หรือ Copy Code CSS ไปใช้ในเว็บได้เลย
.
ยังไงลองไปเล่นกันดูได้ที่ https://www.svgbackgrounds.com/

note 1 : หากนำไปใช้งานเชต้องให้เครดิตทางเว็บด้วยนะครับเป็นแบบ CC BY 4.0 อ่านเงื่อไขเพิ่มเติมที่นี่ https://www.svgbackgrounds.com/license/

note 2 : แต่ถ้าต้องการ Background มากกว่านี้ สามารถสมัครสมาชิกรายเดือนได้ด้วยนะครับ แบบเดี่ยวๆ เดือน 5$ และแบบทีม (10 คน) เดือนละ 25$ เท่านั้นเอง https://www.svgbackgrounds.com/subscribe/

Note 3 : แต่สำหรับแอดมินแค่ของฟรีก็ใช้แทบไม่หมดแล้ว

แหล่งทีมา  :  Facebook IDXW

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

พ็อดคาสท์ (Podcast) คืออะไร พร้อมแนะนำพ็อดคาสท์ดีๆ ที่น่าติดตาม

พ็อดคาสท์ (Podcast) คืออะไร
พ็อดคาสท์ เป็นรายการที่สามารถรับฟังและรับชมได้ผ่านอินเตอร์เน็ตที่แบ่งเป็นตอน สามารถดาวน์โหลดมาเก็บไว้ในเครื่องเพื่อฟังแบบออฟไลน์ จุดเด่นคือเราสามารถรับฟังหรือรับชมตอนไหนก็ได้ เชื่อว่าหลายคนคงไม่คุ้นเคยกับการใช้พ็อคคาสท์กันมากเท่าไหร่ แต่รู้หรือไม่ว่ารายการในพ็อดคาสท์ล้วนมีประโยชน์ ซึ่งมีทั้งของต่างประเทศและไทย

สำหรับพ็อดคาสท์ภาษาไทย ก็เริ่มมีคนทำรายการมากขึ้น และมีสาระดีๆ เช่น รายการทางด้านการศึกษา รายการที่ให้ข้อคิดและแรงบันดาลใจ รายการที่ให้ความรู้ทางด้านการเงิน ที่มอบให้กับผู้ฟังและผู้ชมเยอะแยะมากมาย  เรามาดูกันต่อว่าพ็อดคาสท์ที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง

แนะนำ 10 พ็อดคาสท์ (Podcast) ดีๆ ที่น่าติดตาม
1. TED Talks Daily
รับฟังไอเดียที่จุดประกายความคิดดีๆ โดยเล่าจากปากคนที่มีประสบการณ์ชีวิตในด้านต่างๆ ที่ช่วยปลุกพลังในตัวคุณออกมา เพื่อเป็นแนวทางในการดำนเนินชีวิต ส่วนใหญ่จะเป็นภาษาอังกฤษ

2. ฌอน บูรณะหิรัญ Podcast
นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ นำเสนอข้อคิดชีวิตที่ดี สอนให้คิดบวก เพื่อใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในทุกๆ วัน

3. The Money Case
รู้จักกับโค้ชหนุ่ม-จักรพงษ์ แห่ง The Money Coach ที่แนะนำแนวทางด้านการเงิน จากประสบการณ์การตรง ช่วยให้คุณรู้จักใช้เงินได้อย่างมีประโยชน์สูงสุด

4. We Need To Talk
ทอล์กโชว์ภาษาอังกฤษ โดยคนไทยที่ชื่นชอบและรักในการพูดภาษาอังกฤษ อย่างคุณโบ-สาวิตรี ที่เชิญชวนดาราหรือคนดังมาพูดคุยและให้มุมมองอย่างสนุกสนาน ใครอยากอัปสกิลเชิญช่องนี้ได้เลย

5. Happy Tree Friends
เป็นการ์ตูนแนวตลกที่หลายคนต้องรู้จักอย่างแน่นอน Happy Tree Friends การ์ตูนตอนสั้นแนวน่ารักผสมกับความสยองขวัญ ที่สร้างรอยยิ้มและความฮามาให้คนดู แต่แนะนำว่าเด็กเล็กไม่ควรดูนะคะ

6. Apple Keynotes
รับชมงานเปิดตัวสินค้าต่างๆ จาก Apple ที่สามารถดูย้อนหลังแบบ HD ไม่ว่างานไหนของ Apple ก็เลือกรับชมได้ทุกตอน

7. หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม
แหล่งเรียนธรรมะ เพื่อให้จิตใจสงบสุข เรียนรู้คำสอนของศาสนาพุทธ จากหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม

8. Get Talks
ชาแนลรวมทุกอารมณ์ พูดคุยทั้งเรื่องผี เรื่องตลก สาระน่ารู้ ที่มีตอนให้เลือกเยอะแยะมากมาย

9. นักเรียนนอก
แนะแนวสำหรับคนที่อยากไปเรียนต่างประเทศ ที่แชร์เรื่องราวของคนไทยที่ไปเรียนต่างแดนจากประสบการณ์จริง หลากหลายวิชาและหลักสูตร

10. The Secret Sauce
เล่าสู่ความสำเร็จจากการทำธุรกิจ เพื่อส่งต่อให้กับคนที่กำลังสร้างธุรกิจ โดยแชร์ประสบการณ์จริง จากคนทำธุรกิจจริง เสนอแนะแนวทางด้านการตลาดเพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพ็อดคาสท์ที่ทีมงานได้คัดเลือกมาและคิดว่าน่าสนใจสำหรับใครหลายคน ที่เป็นอีกหนึ่งแหล่งความรู้ ความบันเทิงที่อยู่ใกล้ตัวคุณ ก็ลองค้นหาเพิ่มเติมในแอปพ็อดคาสท์บน iPhone ดูนะคะ มีให้เลือกรับชมและรับฟังอีกเยอะ ชอบอันไหนก็กดรับสมัครฟรีได้เลย

สำหรับใครที่มีรถยนต์ที่รองรับ Apple Car Play ก็สามารถเชื่อมต่อและเปิดฟังพ็อดคาสท์ในรถได้เช่นกัน

แหล่งที่มา   :  by  Zakura Kim

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เว็บดีไซน์ 2017

Web Design Trend ที่จะมาแรงในปี 2017 + ตัวอย่างประกอบ

1. RESPONSIVE! เทรนด์นี้มาแรงไม่ดับแน่
การปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลตามขนาดหน้าจอของอุปกรณ์ต่าง ๆ นอกจากนั้นในส่วนของโลโก้ที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ ก็ต้องทำให้แสดงผลได้ดีที่สุดในทุกๆขนาดหน้าจอแสดงผลด้วยเช่นกัน

2.ใช้ตัวเลขโน้มน้าว
การใช้สถิติมาช่วยโน้มน้าวในงานออกแบบ (Persuasive Design)

3. FLAT COLORS และ FLAT DESIGN
ตั้งแต่ปี 2014 ที่ Google ได้เปิดตัว Google Material Design ซึ่งทำให้การออกแบบเว็ปไซต์และ Mobile App คือการย้อนกลับไปที่พื้นฐาน Design เน้นความ Minimal และเรียบง่าย เน้นว่าอะไรสำคัญไม่สำคัญ เช่น การออกแบบด้วยสี 2 มิติ, ใช้สีโทนเดียว, Flat Design ก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ และถูกเหล่าดีไซน์นำมาดัดแปลงรูปแบบการนำเสนองานดีไซน์สวยงามมากมายให้เราได้ชมกัน

4.ใช้ลายเส้นของตัวเอง
าดทีเดียวตรงใจเราแถมยังมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ดีไซน์เนอร์ที่มีความสามารถด้าน Illustration ก็หันมาออกแบบเว็ปไซต์ด้วยการวาดกราฟฟิกต่าง ๆ เองนำมาใช้ภายในเว็ปไซต์ ทำให้เว็ปไซต์เป็นเอกลักษณ์

5. ใช้รูปที่ถ่ายเอง หรือดัดแปลงรูปให้เหมาะกับบทความนั้นๆ
แนะนำ Guideline ในการเลือกดังนี้
  • รูปผลิตภัณฑ์: รูปสินค้าชิ้นนี้เหมาะและเข้ากับ Content รอบๆ ในหน้าหรือเปล่า
  • รูปคน: เป็นไปได้หรือเปล่าที่เราจะใช้รูปที่เราถ่ายเองเพื่อให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ถึงแม้จะไม่ใช่รูปมืออาชีพเท่าที่รูปที่เราซื้อมา แต่ก็ดูจริงกว่าให้ความเชื่อถือได้มากกว่า
  • คุณภาพ: เราสามารถแสดงได้ถึงคุณภาพของสินค้าเราผ่านการรูปถ่ายที่มีคุณภาพรูปภาพที่เราคัดสรรตั้งใจแต่งอย่างดี
  • คุณค่า: เราสามารถแสดงคุณค่าสินค้าผ่านรูปถ่ายได้เช่นกัน เช่นถ่ายรูปสินค้าที่วางอยู่รอบๆ ต้นไม้ ก็สามารถแสดงได้ว่าเราเป็น แบรนด์รักสิ่งแวดล้อม
โดยรวมแล้วใช้รูปที่ถ่ายเอง หรือการหารูปที่มีเอกลักษณ์นอกจากทำให้เว็ปไซต์น่าดึงดูดมากขึ้น ยังสามารถแสดงถึง mood and tone ของสินค้าเราได้อีกด้วย

6.ใช้วีดีโอเรียกความสนใจ
ในเมื่อรูปภาพสามารถแทนคำพูดได้พันคำ แล้ววีดีโอจะสามารถแทนคำพูดได้กี่หมื่นคำ

7.ใช้รูปแบบการ์ดในการวาง CONTENT
สาเหตุที่ทำให้การออกแบบรูปแบบการ์ดเป็นที่นิยมมากเพราะว่าเป็นรูปแบบนี้สามารถจัดสรรพื้นที่ของเว็ปไซต์ได้อย่างลงตัว สามารถแสดงเนื้อหาเป็นระเบียบเพราะรูป หัวข้อ เนื้อความอยู่ในการ์ดเดียวกัน และยังสามารถแสดงหลายๆ หัวข้อในหน้าเดียว ดูแล้วสบายตา

แหล่งที่มา   เว็บ Design New

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ทำไมถึงควรใช้ฟอนต์ TH Sarabun New แทน TH Sarabun PSK

ทีมงานเว็บแบไต๋ได้สอบถามคุณศุภกิจ เฉลิมลาภ ผู้ออกแบบก็ได้ความว่าฟอนต์ TH Sarabun New ที่เผยแพร่ในปี 2554 นั้นปรับปรุงจากฟอนต์ TH Sarabun PSK ที่เผยแพร่ในปี 2550 ในเรื่องการแสดงผลในจอความละเอียดต่ำที่ทำได้ดีกว่า โดยคุณศุภกิจอธิบายว่า

“หลังจากได้มีการประกาศและเริ่มใช้แล้ว พบว่าการแสดงผลไม่คมชัดเมื่อใช้งานกับจอภาพที่มีความละเอียดต่ำ ซึ่งเป็นจอส่วนมากที่หน่วยงานราชการใช้ จึงได้มีโครงการทำตัว TH Sarabun New ขึ้นมาเพื่อแก้ไข ปรับปรุงในส่วนของการแสดงผลให้คมชัดยิ่งขึ้น เมื่อใช้ในขนาดที่เล็กครับ แต่ว่าโดยทางกายภาพของฟอนต์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ช่องไฟ ระยะบรรทัดฯ ทุกอย่างเหมือนกันทั้งหมดครับ”

คุณศุภกิจยืนยันว่าฟอนต์ TH Sarabun New สามารถนำมาทดแทน TH Sarabun PSK ได้ทันที แก้ไขในเอกสารเดิมก็ไม่เสียรูปแบบการจัดเอกสารที่เคยทำไว้ ปริ๊นออกมาก็ได้ตัวอักษรเหมือนกัน แต่จะทำให้การแสดงผลบนจอภาพคมชัดขึ้น อ่านง่าย อ่านสบายตาขึ้น

ดาวน์โหลดฟอนต์ sarabun-new ที่นี่

แหล่งที่เก็บ   Facebook : DesignIL: สอนเว็บดีไซน์ Web Design Html/CSS

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

SEO คืออะไร

SEO หรือ Search engine Optimization
คือกระบวนการปรับแต่งเว็บไซต์

ให้รองรับการทำงานของเสิร์ชเอ็นจิน
ซึ่งต้องดูแลทั้งภายในเว็บไซต์ (on page) และ
ภายนอกเว็บไซต์ (off page) ควบคู่กัน
เพื่ออันดับของการแสดงผลที่ดี
เป็นวิธีหนึ่งสำหรับผู้ต้องการให้เว็บไซต์
ของตนเองเป็นที่นิยมและรู้จักมากยิ่งขึ้น.....

แหล่งที่มา     Facebook : Unimon 10 มิถุนายน 2014

Samsung Galaxy Note 4 มาพร้อมกับ เซ็นเซอร์สแกนม่านตา

โดยทาง SamsungExynos ได้โพสภาพ
สมาร์ทโฟน รุ่นหนึ่ง ที่มีรูปนัยน์ตาบนหน้าจอ
พร้อมกับข้อความว่า “ระบบรักษาความปลอดภัย

สามารถถูกพัฒนาขึ้นได้ด้วยการใช้ฟีเจอร์ของเรา
อาจจะเป็นการมองเห็น แล้วคุณล่ะจะใช้ทำอะไร?”
ซึ่งประโยคนี้ แม้จะยังไม่มีข้อมูลว่า
เป็นฟีเจอร์ใหม่บน Samsung Galaxy Note 4
แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ Samsung Galaxy Note 4
จะมาพร้อมกับ เซ็นเซอร์สแกนม่านตา
ที่ลุ้นกันมาตั้งแต่ Samsung Galaxy S5 ก็เป็นได้

Samsung Galaxy Note 4
มีกำหนดการเปิดตัวหลังงาน IFA 2014
เดือนกันยายน 2558 นี้ โดยคาดว่า
จะมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.7 นิ้ว
ความละเอียดแบบ QHD,
ชิปเซ็ต Exynos 5433 Octa-Core Processor, RAM 3 GB,
หน่วยความจำภายในขนาด 32 GB,
กล้อง 16 ล้านพิกเซล และรัน Android 4.4 KitKat

นอกจากนี้ ยังจะมีรุ่นที่ใช้ชิป Snapdragon 805 และ
Adreno 420 GPU ให้เลือกอีกด้วย - sammobile.com
ยืนยันแล้ว Samsung Galaxy Note 4
มาพร้อมหน้าจอ 5.7 นิ้ว ความละเอียด 2K

เว็บไซต์ SamMobile รายงานว่า พบข้อมูลของ Galaxy Note 4
บนฐานข้อมูลของ Zauba เว็บ import-export
สินค้าในประเทศอินเดียครับ ซึ่งระบุว่า Samsung Galaxy Note 4
จะมีขนาดหน้าจอเท่า Galaxy Note 3 อยู่ที่ 5.7 นิ้ว
แต่ความละเอียดเพิ่มขึ้น เป็นแบบ Quad HD
หรือความละเอียดระดับ 2K นั่นเอง

ส่วนสเปคอื่นๆ ของ Samsung Galaxy Note 4 นี้
คาดว่า น่าจะใช้ชิป Snapdragon 805 รุ่นใหม่ล่าสุด
และกล้องหลัง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล
เท่า Galaxy S5 งานนี้ ต้องรอติดตามกันว่า
Galaxy Note 4 จะมีฟีเจอร์อะไรเด็ดๆ
ออกมาเซอร์ไพร์สกันอีกบ้าง - sammobile.com

ไม่น่าพลิกโผ Samsung Galaxy Note 4
จะกันน้ำได้ แบบเดียวกับ Galaxy S5
เว็บไซต์ SamMobile เผยว่า Samsung Galaxy Note 4
จะกันน้ำ กันฝุ่น ได้เหมือนกับ Samsung Galaxy S5
เรียกได้ว่า ไม่พลิกโผเท่าไหร่

โดยวงในเผยว่า ซัมซุง จะใช้วัสดุ
และวิธีการผลิตแบบ Liquid Silicon Moulding
ให้กับ Phablet รุ่นถัดไป ซึ่งสามารถเดาได้
ไม่ยากเลยว่า Phablet ที่วงในกล่าวถึงนั้น ก็คือ

Samsung Galaxy Note 4 นั่นเอง และคาดว่า
คงจะเป็นมาตรฐาน IP67 กันน้ำลึก 1 เมตร ได้นาน 30 นาที
แบบเดียวกับ Samsung Galaxy S5 ด้วยเช่นกัน
- sammobile.com Samsung Galaxy Note 4
เปิดตัว 3 กันยายนนี้

วงใน เผยว่า กำหนดการเปิดตัว Samsung Galaxy Note 4
เผยออกมาแล้ว นั่นก็คือ วันที่ 3 กันยายน
ที่จะถึงนี้ครับโดยทางซัมซุง จะส่งหมายเชิญสื่อ
ช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2558 นี้

โดยกำหนดการเปิดตัว Samsung Galaxy Note 4 นี้
หลายๆ ท่านน่าจะคาดเดากันได้บ้างแล้ว
เพราะนอกจาก ซัมซุง จะเปิดตัว Galaxy Note รุ่นใหม่
ราวๆ เดือนกันยายนนี้ ของทุกๆ ปีแล้ว ฟากแอปเปิล
ก็เล็งเปิดตัว iPhone 6 ในเดือนกันยายนนี้เช่นกัน

ส่วนสเปคอย่างไม่เป็นทางการของ Samsung Galaxy Note 4
ก็คือ มาพร้อมกับชิปเซ็ต Snapdragon 805
แบบ Quad-Core Processor, RAM 3 GB และ
กล้องด้านหลัง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล
พร้อมเซ็นเซอร์ ISOCELL และระบบกันภาพสั่น
OIS แบบเดียวกับ Samsung Galaxy S5

ส่วนหน้าจอแสดงผล มีขนาดอยู่ที่ 5.7-5.9 นิ้ว
ความละเอียด 1440 x 2560 พิกเซล (QHD)
แต่จะเป็นหน้าจอแบบ YOUM หรือแบบโค้งงอหรือไม่
ต้องติดตามกันต่อไปครับ - android.gs

แหล่งที่มา     Facebook : Unimon 17 กรกฎาคม 2014

4G มันดียังไงกัน??

4G คืออะไร มีประโยชน์กับเราอย่างไร
4G คือเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายผ่านอุปกรณ์แบบเคลื่อนที่
(โทรศัพท์มือถือและแทบเล็ต) ในยุคที่ 4 หรือ
4th Generation Mobile Communications

อาจจะเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า LTE (Long Term Evolution)
แต่เดิมได้ถูกวางไว้เป็นระบบ 3.9G

แต่ต่อมาได้ถูกพัฒนาความเร็วการเชื่อมต่อให้มากขึ้น
และเปลี่ยนชื่อเป็นระบบ 4G นั่นเอง

จุดกำเนิดของระบบ 4G
ระบบ 4G ถูกกำหนดมาตรฐานขึ้นครั้งแรกเมื่อ
ปี ค.ศ.2008 โดย International Telecommunications
Union-Radio communications sector (ITU-R)

โดยเรียกข้อกำหนดนี้ว่า The International Mobile
Telecommunications Advanced specification (IMT-Advanced)

ซึ่งได้กำหนดความเร็วของระบบ 4G ไว้ที่ 1Gbps
แต่ด้วยขีดจำกัดทางด้านเทคโนโลยีและความพร้อม
ของผู้ให้บริการ จึงทำให้ระบบ 4G ในปัจจุบัน
(ซึ่งถือว่าเป็นยุคเริ่มต้น)

ทั้ง 2 ระบบคือทั้งแบบ WiMAX และ LTE
ยังไม่สามารถทำความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล
ได้สูงตามข้อกำหนด IMT-Advanced
โดยทำได้เพียง 100-120 Mbps เท่านั้น

แต่คาดว่าเมื่อ WiMAX Release 2 ถูกประกาศใช้
จะสามารถทำความเร็วได้ตามข้อกำหนดข้างต้น
โดยอาจจะมีชื่อเรียกว่าระบบ 5G

ประโยขน์ของระบบ 4G
เนื่องจากการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงผ่านระบบไร้สาย
ของระบบ 4G ทำให้เราสามารถใช้งานระบบ 4G
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งทางด้านภาพและเสียง

เช่น การดาวน์โหลดหรือรับชมวิดีโอ/
ภาพยนต์แบบความคมชัดสูง (HD)
การเรียนการสอนทางไกลผ่านระบบโทรศัพท์ไร้สาย
การรักษาพยาบาลในแหล่งทุรกันดาน
การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของเกษตรกรและอาชีพอื่นๆ

นอกจากนี้ยังช่วยให้อุปกรณ์พกพา เช่น โทรศัพท์มือถือ
แทบเล็ต และ notebook computer สามารถทำงานได้
อย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

จากประโยชน์ของระบบ 4G ที่มากมายข้างต้น
ทำให้ประเทศต่างๆหันมาใช้ระบบนี้กันอย่างแพร่หลาย
ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี สิงค์โปร์
หรือแม้กระทั่งเพื่อบ้านใกล้ชิดของเราอย่างประเทศลาว
ก็มีการเปิดให้บริการระบบโทรศัพท์ 4G แล้ว

แต่สำหรับประเทศไทยของเรา ก็มีแล้วเช่นกัน
อย่างDTAC 4G ก็มีเครือข่าย4G ครอบคลุมทั่วกรุงเทพเลย

ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่และแทบเล็ตที่รองรับ
การทำงานในระบบ 4G นั้นมีอยู่เกือบจะทุกยี่ห้อ
ทั้ง iPhone, iPad, Samsung Galaxy, LG และ HTC เป็นต้น

เห็นข้อดีเยอะขนาดนี้แล้วไปอัพเป็น 4G กันเยอะๆ

แหล่งที่มา     Facebook : Unimon 3 กรกฎาคม 2014

iPhone 6 ชุดใหม่ ไม่ง้อ iOS 8 ขอ iOS 9

สำหรับ iPhone 6 concept ชุดล่าสุด นี้
เป็นผลงานของนักออกแบบท่านหนึ่ง
ที่มีชื่อว่า Giorgi Tedoradze ซึ่งสร้างสรรค์

iPhone 6 concept รุ่นนี้ ให้มาพร้อม
กับหน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียด 840 x 1436 พิกเซล,
หน่วยประมวลผลแบบ Quad-Core Processor
ความเร็ว 1.6 GHz, กล้องด้านหลัง 10 ล้านพิกเซล
พร้อมระบบกันภาพสั่น OIS และแบตเตอรี่ขนาด 2450 mAh

ส่วนความน่าสนใจของ iphone 6 concept รุ่นนี้
ก็คือ มาพร้อมกับ iOS 9 แทนที่จะเป็น iOS 8
และที่สำคัญ ยังไม่มีข่าวเกี่ยวกับ iOS 9
เผยออกมาอีกด้วย ซึ่งจากรูป จะเห็นว่า
มีการเพิ่ม Widget สภาพอากาศ ที่ส่วนบนของหน้าจอ

แหล่งที่มา     Facebook : Unimon 2 กรกฎาคม 2014

กางเกงชาร์จแบตเตอรี่มือถือไร้สายตัวแรกของโลก

ไมโครซอฟท์ เผยโฉมกางเกงชาร์จแบตฯ มือถือได้ตัวแรกของโลก !

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เผยภาพกางเกง
ชาร์จแบตเตอรี่มือถือไร้สายตัวแรกของโลก
เพื่อใช้งานคู่กับสมาร์ทโฟน โนเกีย ลูเมีย

ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีพาวเวอร์แบงค์หรือ
ที่ชาร์จแบตฯ สำรองออกมาให้เลือกใช้กัน
หลายรุ่นหลายขนาด ทว่าด้วยความที่ต้องพกตัวอุปกรณ์
ไปนู้นมานี่ด้วย อาจเป็นเรื่องยุ่งยากไปสักหน่อย

โดยเฉพาะคุณผู้ชายที่ไม่ค่อยมีกระเป๋าสะพายใบเล็ก ๆ
ติดตัวเหมือนผู้หญิง จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้
ทางบริษัทไมโครซอฟท์ได้เผยโฉมหน้าตา
กางเกงชาร์จแบตฯ มือถือไร้สายรุ่นแรกของโลก
ออกมาอวดโฉมแก่คนทั่วโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กางเกงสุดล้ำดังกล่าวเกิดจากการร่วมกัน
ระหว่างทางโนเกีย (Microsoft Mobile) และ
ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษ เอเดรียน ซาวเวจ
ผลิตกางเกงคืนพลังงานให้กับสมาร์ทโฟน โนเกีย ลูเมีย ขึ้นมา

เพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ โดยไม่ต้องพกที่ชาร์จแบตฯ
สำรองหรือหาที่ชาร์จไฟให้ยุ่งยากอีกต่อไป
เพียงแค่สวมกางเกงชิโน่ดังกล่าว แล้วนำมือถือ
ใส่กระเป๋ากางเกงเท่านั้น มันก็จะทำหน้าที่ชาร์จแบตฯ ให้ทันที

ทั้งนี้ ตัวกางเกงมาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดเจ๋งอย่าง
แผ่นชาร์จขนาดเล็ก Nokia DC-50 wireless charging
ที่ซ่อนอยู่ด้านในเนื้อผ้าใยสังเคราะห์ ซึ่งเย็บติดอยู่กับ
กระเป๋าหน้าของกางเกง ที่มีความจุกำลังไฟ 2,400 mAh
เอาไว้ เตรียมรองรับการชาร์จแบตฯ ได้ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดคุณสมบัติอื่น ๆ
ของกางเกงชาร์จแบตฯ ออกมาให้ทราบมากนัก เช่น
ในเรื่องการนำกางเกงไปซักทำความสะอาดว่าจะมีผลต่อตัวแผ่นชาร์จหรือไม่
ทว่าขณะนี้ก็มีการเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสั่งซื้อล่วงหน้าแล้ว
ที่เว็บไซต์ของแอมะซอน โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 350 เหรียญสหรัฐ
(หรือประมาณ 11,000 บาท)

แหล่งที่มา     Facebook : Unimon 30 มิถุนายน 2014

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2558

หลายคนสงสัยว่า OTG คืออะไร?


OTG คืออุปกรณ์เก็บบันทึกที่ใช้ร่วมกับอุปกรณ์ Android ต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟนหรือแทบเล็ต เพื่อเรียกใช้งานข้อมูลต่างๆที่เก็บไว้ในนั้นได้

ประโยชน์ของมันก็คือ
เก็บเพลง เก็บรูปภาพ หรือแม้แต่ไฟล์ใหญ่ๆไว้ในนี้ได้โดยไม่ต้องเก็บไว้ในโทรศัพท์ของเรา ทำให้ไม่เปลืองพื้นที่ในโทรศัพท์ ก็เลยทำให้เครื่องทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้นจ้า

แหล่งที่มา    Facebook : Huawei Device Thailand

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Leef iBRIDGE mobile memory



หมดปัญหาเรื่องของหน่วยความจำไม่พอใช้
วันนี้เรามีอุปกรณ์เสริมที่จะมาช่วยแก้ปัญหานี้ที่มีชื่อว่า
Leef iBRIDGE mobile memory 
อุปกรณ์ประเภทแฟลชไดร์ฟที่จะมาพร้อมกับ
พอร์ตเชื่อมต่อ 2 ด้าน
ทั้งมือถือและเครื่องคอมพิวเตอร์
เพื่อถ่ายโอนไฟล์ได้อย่างสะดวก

ตัวอุปกรณ์ออกแบบมาในลักษณะของ j-shape
ดีไซน์ให้มีลักษณะคล้ายตัว J เพื่อให้ใช้งานได้สะดวก
ไม่ยื่นออกมาเกะกะเวลาใช้งานเหมือนอุปกรณ์
Flash Drive ยี่ห้ออื่นๆ รวมถึงยังสามารถใช้งาน
กับ iPhone ที่ใส่ case ได้อย่างสะดวกอีกด้วย

ความน่าสนใจอีกเรื่องคือ
ขนาดความจุที่มีมาให้เลือกตั้งแต่
16GB ไปจนถึง 256GB ซึ่งจะเห็นได้ว่า
รุ่นความจุ 256GB เป็นรุ่นที่มีความจุสูงที่สุด
ในบรรดาอุปกรณ์เสริมประเภทนี้ที่รองรับ
การใช้งาน iPhone, iPad ในตลาดปัจจุบัน

สำหรับราคาของ Leef iBRIDGE
มีจำหน่ายตั้งแต่ รุ่น 16GB ราคาประมาณ 1,950 บาท
ไปจนถึงรุ่น 256GB ราคาประมาณ 13,000 บาท
เก็บตังค์รอได้เลย

ขอบคุณข้อมูลจาก flashfly
แหล่งที่มา   Facebook : CIMB Thai 30 มกราคม เวลา 16:30 น. · 

PowerBank หรือแบตเตอรี่สำรอง



ในปัจจุบัน PowerBank หรือแบตเตอรี่สำรอง
เป็นอีกหนึ่ง Gadget ที่กำลังได้รับความนิยม

เพราะช่วยลดปัญหาแบตเตอรี่มือถือหมด
วันนี้ขอแนะนำ 5 เทคนิคการเลือก PowerBank
  1. ควรเลือกซื้อ PowerBank
    ขนาดความจุของแบตเตอรี่สำรอง
    ไม่เกิน10,000 mAh ก็เพียงพอแล้ว
    เพราะยิ่งจุไฟได้มากตัวเครื่องก็จะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น
  2. สำหรับคนที่รักความสะดวก PowerBank
    ขนาดความจุของแบตเตอรี่สำรอง 3000-5000 mAh
    เป็นขนาดที่น่าสนใจและพอเหมาะสำหรับใช้งานใน 1 วัน
  3. ควรเลือก PowerBank ที่มีปลั๊กไฟในตัวเพิ่ม
    ความสะดวกในการใช้งานมากกว่าที่เป็นสายชาร์จ USB
    เพราะสามารถต่อกับเต้าเสียบปลั๊กไฟได้เลยสะดวกยิ่งขึ้น
  4. ยอมลงทุนจ่ายเงินซื้อยี่ห้อดังที่ราคาแพงกว่าดีที่สุด
    เพราะมีความคงทนในการใช้งานมากกว่ายี่ห้อทั่วไป
    ที่ราคาถูก เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพการใช้งานก็ถือว่าคุ้มค่า
  5. ก่อนซื้อลองเช็คอัตราการรับไฟเข้าและ
    อัตราปล่อยไฟควรเลือกซื้อที่เป็น DC 5V – 2.1A
    ทั้งเข้าและออก ลองสังเกตจากข้างกล่องของตัวผลิตภัณฑ์ได้
ทั้งหมดเป็นเคล็ดลับง่ายๆ
ช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อ PowerBank
เพียงเท่านี้ก็จะได้แบตเตอรี่สำรองทั้งราคาที่ถูกใจ
และประสิทธิภาพคุ้มค่าในการใช้งาน

ขอบคุณข้อมูลจาก Mthai
แหล่งที่มา    Facebook : CIMB Thai 2 กุมภาพันธ์ เวลา 16:00 น. · 

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วิธีย่อชื่อ url ยาวๆ ให้สั้นลง ด้วยบริการย่อ URL จาก Google

หากพูดถึงบริการย่อ url ที่ทำให้ที่อยู่เว็บไซต์ url ยาวๆ นี้ มาทำให้สั้นลง เป็นบริการยอดฮิตเพื่อสะดวกในการแชร์ โดยเฉพาะการแชร์เว็บไซต์ผ่านทาง social network

Google url shortener 
เข้าไปใช้บริการ Google url shortener  ได้ที่ https://goo.gl/ วิธีการใช้งาน เพียงแค่วางที่อยู่ url ยาวๆ มาใส่ในช่อง Paste your long URL here: แล้วคลิกที่ shorten URL ก็จะได้ URL สั้นๆ นี้ทันที เช่น goo.gl/JJd66g  เป็นต้น

แหล่งที่มา   Facebook : เว็บไซต์ it24hrs

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เรียนรู้ระบบสุริยะ (Solar System)



ขอแนะนำ เว็บแผนที่ระบบสุริยะ (Solar System) อินเตอร์แอคทีฟ http://bh-p.co/1yCI7b8

พร้อมเรียนรู้เรื่องราวการกำเนิดระบบสุริยะ http://bh-p.co/1wjRAWr

แหล่งที่มา    Facebook : Thailand Partners in Learning

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

เรียนระดับสูงฟรี ... The khan Academy

ใครว่าเรียนต่อระดับสูง ค่าเรียนจะแพง ลองเข้ามาที่ The khan Academy หน่อยเป็นไง เพราะที่นี่รวบรวมวิชาเรียนออนไลน์ขั้นสูงแบบฟรีๆ เพียงเข้าไปที่ www.khanacademy.org ก็ได้เรียนต่อสูงๆเต็มที่โดยไม่เสียเงินสักบาท

แหล่งการศึกษาด้านวิชาการที่ทุกคนในโลกนี้สามารถเข้าไปเรียนรู้ได้ฟรีเพียงแค่มีอุปกรณ์การเรียนรู้คือ คอมพิวเตอร์ที่สามารถดู Youtube ได้เท่านั้น เนื้อหาใน Khan Academy มีอยู่ประมาณ 3,000 บทเรียน ทั้ง คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์

จุดเด่นของ Khan Academy คือ สอนเรื่องยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ

Khan  Academy เป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร โดยมีเป้าหมายคือการให้การศึกษาคุณภาพสูงแก่คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน

ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ทุกอย่างในเว็บไซต์ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียน, ครู, เรียนที่บ้าน, ผู้ใหญ่ที่ต้องการกลับมาศึกษาหลังผ่านไป 20 ปี หรือใครบางคนที่ต้องการปูพื้นฐานด้านชีววิทยา บทเรียนทั้งหมดใน Khan Academy สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

จุดเริ่มต้น

Salman Khan ผู้ก่อตั้ง Khan Academy

เขาใช้อินเตอร์เน็ทและ YouTube สร้าง leverage ในการเผยแพร่ความรู้ไปทั่วโลกแบบต้นทุนต่ำสุดๆ เครื่องมือในการสอนของ Khan มีเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 ตัว Digital Notepad 1 ชุด และกล้องถ่ายวิดีโอ 1 ตัว ต่อไปไม่ว่าจะอยู่มุมไหนในโลก ถ้าคุณสามารถเชื่อมต่อเข้าอินเตอร์เน็ท (และประเทศคุณไม่บล๊อค YouTube) คุณก็สามารถเข้ามาศึกษาหาความรู้กับ Khan Academy เมื่อไหร่ก็ได้

ในช่วงปลายปี 2004 Khan กำลังติว Nadia ญาติของเขา ในวิชาคณิตศาสตร์ ต่อมาญาติและเพื่อนคนอื่นๆ ต้องการความช่วยเหลือเดียวกัน เขาจึงเริ่มอัดวีดีโอการสอนลงบน Youtube ซึ่งต่อมาก็ได้รับความนิยมกันในหมู่นักเรียนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ Khan จึงตัดสินใจลาออกจากงาน Hedge Fund Analyst ที่ Capital Management ในปี 2009 และมุ่งหน้าสอนบทเรียนต่างๆ จนก่อตั้งมาเป็น Khan Academy ในภายหลัง

Salman Khan โพสท์บทเรียนต่างๆ เป็นคลิปวีดีโอบน YouTube คลิปละ 6-8 นาที อธิบายเรื่องยากๆ เช่นทฤษฎีคณิตศาสตร์ การเงิน เศรษฐศาสตร์ ที่ใครได้ยินก็เบือนหน้าหนี ให้เป็นเรื่องง่ายๆ

ดูประวัติการศึกษาของ Salman Khan แล้วไม่ธรรมดา ปัจจุบัน Khan อายุ 33 ปี เขาเกิดและโตที่เมือง New Orleans สหรัฐอเมริกา คุณพ่อเป็นชาวบังคลาเทศ ส่วนคุณแม่เป็นชาวอินเดีย ทั้งสองอพยพเข้ามาตั้งรกรากที่สหรัฐอเมริกา Khan เรียนจบได้รับปริญญาตรี 3 ใบคือ B.S in Mathematics, B.S in Electrical Engineering และ B.S. in Computer Science จาก Massachusetts Institute of Technology (ว้าว...แค่ใบเดียวจาก MIT ก็เก่งแล้ว นี่แกล่อไป 3 ใบจากสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีที่ถูกจัดอันดับดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก) เท่านั้นไม่พอ Khan ยังคว้าปริญญาโท M.B.A มาจาก Harvard Business School มาอีก 1 ใบด้วย

หลังจบการศึกษา Khan ทำงานเป็น Hedge Fund Manager อยู่ช่วงหนึ่ง ถ้าเขาจะเอาดีด้านแสวงหาความร่ำรวยให้กับตัวเองในโลกการเงินละก็ ด้วยระดับไอคิว 160 + เครดิตทางการศึกษา + ความสามารถส่วนตัว คงไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ Khan กลับทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นแบบประมาณมูลค่าไม่ได้ เขาหันหลังให้กับการสร้างประโยชน์ส่วนตนมาสร้างประโยชน์ให้คนทั้งโลก เขาได้ก่อตั้ง Khan Academy (www.khanacademy.org) ขึ้นมาเพื่อเป็นองค์การที่ไม่แสวงหาผลประโยชน์ มีวัตถุประสงค์เผยแพร่ความรู้ให้แก่คนทั้งโลก เพื่อให้ผู้ที่มีคอมพิวเตอร์และเข้าถึงอินเตอร์เน็ทได้เข้ามาเรียนกันฟรีๆ ไม่คิดมูลค่าใดๆ ทั้งสิ้น !!

เนื้อหาความรู้ต่างๆ ของ Khan Academy ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 3,000 กว่าบทเรียน ทุกวันจะมีคนเข้ามาเรียนผ่านคลิปการสอนของเขาประมาณ 70,000 คน และจำนวน page view ทั้งหมดเกือบ 18 ล้านครั้งแล้ว ถ้าเทียบกันแล้ว Salman Khan ได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาทำกันเสียอีก

เมื่อปลายปี 2011 Khan Adademy มีวิดีโออยู่ราว 3,000 กว่าตัว ครอบคลุมหลายประเภทเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐศาสตร์, ประวัติศาสตร์, คณิตศาสตร์, เคมี, ฟิสิกส์, ชีววิทยา และอีกมากมาย ทุกวันนี้มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากการอาศัยความร่วมมือจากอาสาสมัครจำนวนมาก มาสร้างวิดีโอให้ชุมชนการศึกษานี้โตขึ้นไปอีก เหล่านี้ช่วยทำให้ความรู้เข้าถึงนักเรียนได้ทั่วโลก ที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ปัจจุบัน Khan ได้รับการสนับสนุนจากหลายองค์กร แม้แต่ยูทูบ เพื่อให้ทุนในการซื้ออุปกรณ์และนำไปใช้ประโยชน์สำหรับการสร้างสรรค์วิดีโอมากขึ้น ในอนาคตก็อาจจะได้เห็นการสอนเรื่องยากๆ ที่เข้าใจได้ง่าย ขึ้นไปอีกก็เป็นได้

อ่านแล้วอยากจะเริ่มเป็นนักเรียนในโรงเรียนของ Mr.Salman Khan ผู้ก่อตั้ง Khan Academy ประตูเปิดรับทุกคนโดยไม่ต้องลงทะเบียนและเขียนใบสมัคร ปัจจุบัน Khan Academy มีช่องทางให้ศึกษาหลายช่องทาง ผ่าน YouTube Channel youtube.com/khanacademy หรือเว็บไซต์หลักที่ khanacademy.org ซึ่งแต่ละช่องทางจะมีความแตกต่างกัน หากเข้าไปศึกษาผ่านเว็บไซต์จะมีแบบทดสอบความเข้าใจเรื่องต่างๆ ให้ได้ทดสอบความรู้กันได้เช่นเดียวกับการเรียนในโรงเรียน ส่วนในยูทูบนั้น ปัจจุบันเริ่มมีการนำวิดีโอการสอนไปแปลเป็นภาษาต่างๆ ให้ได้ชม และล่าสุด 2 เดือนที่ผ่านมา Khan Academy ปล่อยแอพพลิเคชั่น ให้ดาวน์โหลด ผ่าน ไอแพด ไอโฟน หรือ แอนดรอยด์ ก็สามารถโหลด แอพพลิเคชั่น ไปเรียนแค่นี้ก็จะได้เป็นนักศึกษา Khan Academyเช่นเดียวกับผมแล้วละ

ตอนนี้ Khan Academy มีคนสอนอยู่คนเดียวคือ Salman Khan (คนเดียวสอนทุกวิชาได้ไงเนี่ย !!! 0.0) ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่ตอนนี้ได้มีการนำมาแปลเป็น sub ภาษาต่างๆ มากมาย แต่ยังขาดภาษาไทยอยู่ 

ใครที่มีความสามารถในการแปลภาษาอังกฤษ ก็มาช่วยกันแปลได้  จะร่วมด้วยอีกแรงถ้ามีเวลาว่าง มีกลุ่มนักแปลภาษาในเฟสบุ๊ค เข้าไปดูกันได้ https://www.facebook.com/pages/Khan-Academy-Thai-translators/153101561451659 โดยสามารถแปลผ่านเว็บ http://www.universalsubtitles.org ได้ สมัครสมาชิกแล้ว เลือกวีดีโอแล้วเริ่มแปลได้เลย !!!

แหล่งที่มา    Facebook : KTB Care,   Website : Dek-D.com 

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

คณิต ... อีบุ๊ค สสวท

ของฝากครูวิทย์ คณิต ... อีบุ๊ค สสวท
หนังสือเรียนอิเล็คทรอนิกส์ (e-Book) พร้อมคู่มือครู วิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ของ สสวท ตั้งแต่ประถมถึงมัธยมทุกเล่ม เข้าใช้ได้ฟรี!! พรั่งพร้อมด้วยความสามารถมัลติมีเดีย แทรกอยู่ในเล่มหนังสือ

https://www.facebook.com/PILThailand?hc_location=timeline




แหล่งที่มา    Facebook : Thailand Partners in Learning

วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เรียน "หลักสูตรออนไลน์ฟรี"

เชิญชวนทุกท่านลองใช้เวลาว่างเรียนรู้
หลักสูตรออนไลน์ฟรี ใน pil-network เรื่องการบูรณาการไอซีทีในชั้นเรียน Teaching with Technology
(เราได้แปลเป็นภาษาไทยให้เรียบร้อยแล้ว) เรียนเสร็จแล้วมีใบประกาศนียบัตรให้ด้วย


ขั้นตอนง่ายๆ
  1. เพียงเข้า http://www.pil-network.com/ คลิกปุ่ม sign in ที่มุมขวาบน แล้วเลือก sign in ด้วย facebook (หรืออีเมล์)
  2. คลิกที่ลิงค์นี้ http://www.pil-network.com/Sites/PD/ProfessionalDevelopment/Educators/Courses 
แหล่งที่มา    Facebook : Thailand Partners in Learning