ข้อแนะนำมีประโยชน์เพื่อให้คุณจัดการอีเมลให้เป็นระเบียบเพื่อประโยชน์ในการทำงานเต็มที่
เปิดสัปดาห์มาแต่ละทีก็ต้องเจอกับกองทัพอีเมลที่นอนยุ่งเหยิงอยู่ในอินบ็อกซ์ของคุณ ชนิดที่กว่าจะเริ่มงานได้ทีต้องเสียเวลาไปไม่น้อยกับการจัดการอีเมลให้เป็นระเบียบ ซึ่งนั่นทำให้แทนที่อีเมลจะเป็นผู้ช่วยสารพัดประโยชน์ให้กับการทำงาน กลับกันอาจเพิ่มอาการปวดหัวให้กับเราอย่างไม่รู้ตัว มาดูดีกว่าจะจัดการกับสารพัดอีเมลได้อย่างไร
1. วางแผนการเช็กอีเมลตรวจสอบว่าในแต่ละวันมีอีเมลเข้ามาในอินบ็อกซ์มากน้อยแค่ไหน เพื่อเป็นตัวกำหนดความถี่ว่า ควรเช็กบ่อยแค่ไหน อย่างน้อยๆ ก็น่าจะเช็กทุกวัน วันละครั้ง โดยอาจเลือกเป็นตอนก่อนเริ่มงาน เพราะช่วงเช้าของวันเป็นช่วงที่สมองกำลังว่างและมีสมาธิในการอ่านและตอบอีเมลมากที่สุด ที่สำคัญหากมีอีเมลสำคัญเข้ามา คุณจะได้วางแผนการทำงานของวันที่เหลือได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
ส่วนใครที่มีอีเมลเข้ามามากหน่อยอาจเพิ่มเป็น 2 ครั้ง ตอนก่อนเริ่มงานและเลิกงานเพื่อที่จะได้ไม่พลาดทุกอีเมลสำคัญ การกำหนดเป็นช่วงเวลาแน่นอนจะทำให้ง่ายต่อการทำงาน ไม่ต้องคอยพะวักพะวนเช็กทั้งวันให้เสียเวลา
2. หยุดส่งเสียงเตือนบางคนตั้งระบบเตือน ไม่ว่าจะเป็นเสียงหรือเด้งขึ้นหน้าจอเวลาที่มีอีเมลเข้า ล้วนทำให้เสียสมาธิเวลาทำงาน ต้องคอยเข้าไปเปิดเช็กดูทั้งๆ ที่อาจจะไม่สำคัญ เป็นอย่างนี้ก็ไม่ต้องทำงานกันพอดี
3. ทำความสะอาดเสมอหลังจากที่เปิดอ่านอีเมลเรียบร้อยแล้ว อย่าเพียงแค่อ่านแล้วปล่อยผ่านไป อันไหนไม่สำคัญก็ลบทิ้งไปเสีย หากสำคัญก็ติดดาวหรือฟอร์เวิร์ดต่อไปให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนฉบับไหนที่ต้องดาวน์โหลดก็ควรทำเลยในการเปิดครั้งเดียว นอกจากจะประหยัดเวลาไม่ต้องเปิดเข้ามาอ่านอีกครั้งแล้ว ยังป้องกันความเสียหายจากการล้มละลายทางอีเมลที่จู่ๆ บัญชีของคุณก็ล็อกอินเข้าไปดูไม่ได้ ทีนี้ข้อมูลสำคัญที่อยู่ในนั้นก็พลอยมีปัญหาไปด้วย
4. จัดระเบียบอีเมลมีอีเมลตั้งแต่หลักสิบและหลักร้อยวิ่งเข้าหาเราในแต่ละวัน ฉบับไหนที่ตอบไม่ได้ในทันที ต้องรอปรึกษาฝ่ายอื่น หรือฉบับไหนที่ต้องจัดเก็บไว้เป็นข้อมูล ก็ควรแยกประเภทให้เรียบร้อย เช่น การติดธงหรือตั้งเป็นโฟลเดอร์ประเภทต่างๆ เพื่อง่ายต่อการกลับมาเปิดดูอีกครั้ง
5. อย่าได้แคร์เชื่อเถอะว่าอีเมล์บางฉบับไม่เปิดอ่านหรือไม่ส่งต่อก็ไม่เป็นไร เช่น อีเมลที่เขียนว่า “ถ้าไม่อ่านโชคร้ายตลอดไป” หรือ “คุณต้องส่งต่อจำนวนกี่คนถึงจะโชคดี” หรือ “ห้ามลบอีเมลนี้” อย่าได้สนใจ หากมองไม่เห็นว่าอีเมลนั้นจะเป็นประโยชน์อย่างไรก็ลบทิ้งไปเถอะ อย่าเก็บไว้ให้รกหรือส่งต่อให้เป็น Junk Mail ให้คนอื่นอีกเลย
6. เซย์กู้ดบายจดหมายข่าวเลิกรับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือจดหมายข่าวจากเจ้าไหนก็ตามที่คุณเองก็ไม่เคยเปิดอ่านซักที เพราะนอกจากจะทำให้เปลืองพื้นที่ในอินบ็อกซ์แล้ว ยังต้องเสียเวลามานั่งลบ แถมบางอันอาจเป็นอีเมลที่พกพาไวรัสมาด้วย
7. เรียกหาผู้ช่วยมีโปรแกรมประเภท “สแปม ฟิลเตอร์” ที่ช่วยกรองอีเมลขยะให้พ้นจากเมลบ็อกซ์ของเราอัตโนมัติ หรือตั้งกฎในการรับอีเมลได้ หากมีอีเมลที่เข้าข่ายว่าเป็นขยะโปรแกรมจะจัดส่งให้ลงไปอยู่ในถังขยะทันที
8. ไม่ส่งพร่ำเพรื่อคิดกันสักนิดก่อนกดส่งอีเมลเพราะอาจกลายเป็นเมลขยะของคนอื่นๆ ที่สำคัญอีเมลบางประเภท การส่งแต่ละครั้งอาจไปลดพื้นที่ว่างในอินบอกซ์ มันจึงเต็มไวกว่าปกติ
9. ใช้งานให้เหมาะสมการใช้งานอีเมลไม่ได้เหมาะกับทุกเรื่อง เรื่องสำคัญหรือต้องการการอธิบายควรคุยกันแบบ Face-to-Face หรือผ่านการโทรศัพท์จะดีกว่า
แหล่งที่มา เว็บไซต์โพสทูเดย์ 6 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 22:10 น
วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
9 วิธีเคลียร์เมลบ็อกซ์
วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ผุดแอพสุดเก๋ให้แมวเล่นโดยเฉพาะ
แอพลิเคชั่นเอาใจคนรักแมวให้น้องเหมียวเล่นบอลไหมพรมเสมือนจริงพร้อมเกมปกป้องชีสจากหนู
ถือเป็นไอเดียเอาใจคนรักแมวโดยเฉพาะ สำหรับแอพลิเคชันที่พัฒนาโดย อาร์เอสพีซีเอ บริษัทด้านเทคโนโลยีเพื่อความบันเทิงในออสเตรเลียที่คิดค้นและพัฒนาโปรแกรมให้เจ้าเหมียวเล่นเท่านั้น
เดลี เมล์รายงานว่า แอพลิเคชันดังกล่าวประกอบด้วย 'Affection Collection' เกมที่ผู้เล่นแมวจะต้องปกป้องชีสจากการโจมตีของฝูงหนู Roller Kitty ที่ให้แมวได้หมุนกลิ้งก้อนไหมพรมเสมือนจริง และ Kitty Chef เกมที่จะทำให้น้องแมวได้แปลงกายสุดยอดเหมียวพ่อครัว
ทั้งนี้ ผู้ออกแบบคิดค้นแอพลิเคชั่นดังกล่าวเปิดเผยว่า แอพลิเคชั่นดังกล่าวต้องการส่งเสริมสนับสนุนช่วยผู้เลี้ยงแมว พร้อมแสดงให้เห็นว่า แมวเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความฉลาดเพียงใด โดยสะท้อนผ่านคะแนนที่เจ้าเหมียวแต่ละตัวทำได้
เรียกได้ว่า ในกรณีที่เจ้าของแมวไม่มีเวลามาเล่นกับแมวสุดที่รัก แอพลิเคชั่นดังกล่าวจะช่วยเป็นเพื่อนคลายเหงาให้เหมียวน้อยมีอะไรทำได้ไม่เบื่อ แถมยังเป็นกลวิธีล่อหลอกให้เจ้าเหมียวอยู่ติดบ้าน ไม่ออกไปเล่นซุกซนข้างนอกให้เจ้าของเป็นกังวล
แหล่งที่มา เว็บไซต์โพสทูเดย์ 6 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 7:03 น.
วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
สุขสันต์วันเกิด 'Facebook' อายุครบ 8 ขวบแล้ว
ทุกวันนี้ชื่อของเฟซบุ๊ก (Facebook) กลายเป็นเว็บไซต์ที่โด่งดังที่สุดเว็บหนึ่งของโลก ที่ไม่ว่าใครก็ตามย่อมรู้จักสัญลักษณ์ตัว F ที่มาพร้อมกับพื้นหลังสีน้ำเงิน อันโดดเด่น
สำหรับเฟซบุ๊กที่ตอนนี้กลายเป็นเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์อันดับ 1 ของโลก ได้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ปี 2004 ซึึ่งถ้าหากนับรวมจนถึงทุกวันนี้ เฟซบุ๊กมีอายุครบ 8 ขวบเต็ม แต่ก่อนที่เฟซบุ๊กจะเดินหน้าจนประสบความสำเร็จทุกวันนี้ เฟซบุ๊กผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายหลายครั้ง และมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์แห่งนี้เคยเกือบจะขายเฟซบุ๊กทิ้งไปครั้งหนึ่งแล้ว หลังจากการก่อตั้งเฟซบุ๊กได้ 5 เดือน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถ้าวันนั้น มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ตัดสินใจขายบริษัทไป ชีวิตและการเดินทางของเฟซบุ๊กจะยิ่งใหญ่เหมือนทุกวันนี้ได้หรือไม่
และเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2011 ที่ผ่านมาเฟซบุ๊กได้ประกาศออกมาว่าขณะนี้ประชากรผู้ใช้ในเฟซบุ๊กมีจำนวนทั้งหมดทั้งสิ้น 845 ล้านคน มีจำนวนผู้ใช้ต่อวันสูงถึง 483 ล้านคนต่อวัน และใน 425 ล้านคนนั้นใช้บริการเฟซบุ๊กผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟน
เมื่อกาลเวลาของเฟซบุ๊กผ่านไปถึง 8 ปี เรามาย้อนอดีตว่าตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน มีอะไรเกิดขึ้นบ้างกับเฟซบุ๊ก
กุมภาพันธ์ 2004 : ก่อตั้งเว็บไซต์ภายใต้ชื่อ thefacebook.com ขณะกำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด
มีนาคม 2004 : เฟซบุ๊กได้เริ่มขยายความนิยมไปยังมหาวิทยาลัยอื่น นอกเหนือจากฮาวาร์ด ไม่ว่าจะเป็น สแตนฟอร์ด, โคลัมเบีย และเยล เป็นต้น
มิถุนายน 2004 : เริ่มก่อตั้งบริษัทเฟซบุ๊ก ที่แพโล อัลโต แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
2005 : เปลี่ยนชื่อบริษัทอีกครั้งหนึ่ง โดยตัดคำว่า 'the' ออก เหลือเพียงแต่คำว่า Facebook เท่านั้น
พฤษภาคม 2005 : เริ่มขยายฐานความนิยมไปยังมหาวิทยาลัยอื่น ในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในสหรัฐอเมริกา และประเทศแคนาดา
กันยายน 2005 : ขยายรูปแบบของเฟซบุ๊กยังไปโรงเรียนไฮสคูล ก่อนที่จะขยายให้บรรดาลูกจ้างในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ และแอปเปิลได้ลองใช้งานเฟซบุ๊ก
กันยายน 2006 : เปิดตัวให้ได้ลองใช้งานเฟซบุ๊กได้ในวงกว้าง โดยมีเงื่อนไขเล็กน้อย นั่นคือจะต้องมีอายุขั้นต่ำ 13 ปี และมีอีเมลที่ติดต่อและใช้งานจริง
ตุลาคม 2006 : ไมโครซอฟท์ได้เข้าซื้อหุ้นเฟซบุ๊ก เป็นจำนวนเงิน 240 ล้านเหรียญสหรัฐ และหลังจากนั้นไม่นานนิตยสารฟอร์บ ได้ประกาศว่ามาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก กลายเป็นมหาเศรษฐีหนุ่มที่อายุน้อยที่สุด และหลังจากนั้นเป็นต้นมาชื่อของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เริ่มถูกจับตามองทันที
เมษายน 2008 : เฟซบุ๊กเปิดฟีเจอร์แชตเพื่อติดต่อพูดคุยกับเพื่อนผู้ใช้ด้วยกันได้ และในช่วงเวลาเดียวกันเฟซบุ๊กได้มีการเพิ่มภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษอีก โดยมีภาษาฝรั่งเศส, เยอรมนี และสแปนิช เพิ่มเติม
กุมภาพันธ์ 2009 : เฟซบุ๊กได้เพิ่มปุ่ม 'Like' ซึ่งภายหลังกลายเป็นจุดเด่นของเฟซบุ๊กไปโดยปริยาย
ตุลาคม 2010 : เฟซบุ๊กได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ นั่นคือ การสร้างกลุ่ม (Group) และเพิ่มฟีเจอร์แชร์ เพื่อส่งต่อข้อความที่เป็นประโยชน์ และน่าสนใจ
พฤศจิกายน 2010 : เฟซบุ๊กขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ในสหรัฐอเมริกา รองจากกูเกิล และอเมซอน
กันยายน 2011 : เปิดฟีเจอร์ใหม่อีกครั้ง นั่นคือ Timeline ที่สามารถย้อนอดีตกลับไปดูสเตตัส ต่างๆ ที่เคยตั้ง รูปภาพที่เคยแชร์ เป็นต้น รวมไปถึงการเพิ่มหน้าปก (Cover) สำหรับหน้าบัญชีส่วนตัว (Profile)
ธันวาคม 2011 : เฟซบุ๊กมีจำนวนผู้ใช้ทั่วโลกรวมกันกว่า 845 ล้านคน ยอดอัปโหลดภาพ 250 ล้านภาพ/วัน ปริมาณการกดไลค์ 2.7 พันล้านครั้ง/วัน และมีกำไรสุทธิกว่า 1 พันล้านเหรียญฯ
กุมภาพันธ์ 2012 : ยื่นเอกสารเพื่อนำเฟซบุ๊กเข้าสู่บริษัทตลาดหุ้นอย่างเป็นทางการ
แหล่งที่มา เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 กุมภาพันธ์ 2555 18:37 น.
สำหรับเฟซบุ๊กที่ตอนนี้กลายเป็นเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์อันดับ 1 ของโลก ได้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ปี 2004 ซึึ่งถ้าหากนับรวมจนถึงทุกวันนี้ เฟซบุ๊กมีอายุครบ 8 ขวบเต็ม แต่ก่อนที่เฟซบุ๊กจะเดินหน้าจนประสบความสำเร็จทุกวันนี้ เฟซบุ๊กผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายหลายครั้ง และมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์แห่งนี้เคยเกือบจะขายเฟซบุ๊กทิ้งไปครั้งหนึ่งแล้ว หลังจากการก่อตั้งเฟซบุ๊กได้ 5 เดือน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถ้าวันนั้น มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ตัดสินใจขายบริษัทไป ชีวิตและการเดินทางของเฟซบุ๊กจะยิ่งใหญ่เหมือนทุกวันนี้ได้หรือไม่
และเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2011 ที่ผ่านมาเฟซบุ๊กได้ประกาศออกมาว่าขณะนี้ประชากรผู้ใช้ในเฟซบุ๊กมีจำนวนทั้งหมดทั้งสิ้น 845 ล้านคน มีจำนวนผู้ใช้ต่อวันสูงถึง 483 ล้านคนต่อวัน และใน 425 ล้านคนนั้นใช้บริการเฟซบุ๊กผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟน
เมื่อกาลเวลาของเฟซบุ๊กผ่านไปถึง 8 ปี เรามาย้อนอดีตว่าตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน มีอะไรเกิดขึ้นบ้างกับเฟซบุ๊ก
กุมภาพันธ์ 2004 : ก่อตั้งเว็บไซต์ภายใต้ชื่อ thefacebook.com ขณะกำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด
มีนาคม 2004 : เฟซบุ๊กได้เริ่มขยายความนิยมไปยังมหาวิทยาลัยอื่น นอกเหนือจากฮาวาร์ด ไม่ว่าจะเป็น สแตนฟอร์ด, โคลัมเบีย และเยล เป็นต้น
มิถุนายน 2004 : เริ่มก่อตั้งบริษัทเฟซบุ๊ก ที่แพโล อัลโต แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
2005 : เปลี่ยนชื่อบริษัทอีกครั้งหนึ่ง โดยตัดคำว่า 'the' ออก เหลือเพียงแต่คำว่า Facebook เท่านั้น
พฤษภาคม 2005 : เริ่มขยายฐานความนิยมไปยังมหาวิทยาลัยอื่น ในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในสหรัฐอเมริกา และประเทศแคนาดา
กันยายน 2005 : ขยายรูปแบบของเฟซบุ๊กยังไปโรงเรียนไฮสคูล ก่อนที่จะขยายให้บรรดาลูกจ้างในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ และแอปเปิลได้ลองใช้งานเฟซบุ๊ก
กันยายน 2006 : เปิดตัวให้ได้ลองใช้งานเฟซบุ๊กได้ในวงกว้าง โดยมีเงื่อนไขเล็กน้อย นั่นคือจะต้องมีอายุขั้นต่ำ 13 ปี และมีอีเมลที่ติดต่อและใช้งานจริง
ตุลาคม 2006 : ไมโครซอฟท์ได้เข้าซื้อหุ้นเฟซบุ๊ก เป็นจำนวนเงิน 240 ล้านเหรียญสหรัฐ และหลังจากนั้นไม่นานนิตยสารฟอร์บ ได้ประกาศว่ามาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก กลายเป็นมหาเศรษฐีหนุ่มที่อายุน้อยที่สุด และหลังจากนั้นเป็นต้นมาชื่อของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เริ่มถูกจับตามองทันที
เมษายน 2008 : เฟซบุ๊กเปิดฟีเจอร์แชตเพื่อติดต่อพูดคุยกับเพื่อนผู้ใช้ด้วยกันได้ และในช่วงเวลาเดียวกันเฟซบุ๊กได้มีการเพิ่มภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษอีก โดยมีภาษาฝรั่งเศส, เยอรมนี และสแปนิช เพิ่มเติม
กุมภาพันธ์ 2009 : เฟซบุ๊กได้เพิ่มปุ่ม 'Like' ซึ่งภายหลังกลายเป็นจุดเด่นของเฟซบุ๊กไปโดยปริยาย
ตุลาคม 2010 : เฟซบุ๊กได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ นั่นคือ การสร้างกลุ่ม (Group) และเพิ่มฟีเจอร์แชร์ เพื่อส่งต่อข้อความที่เป็นประโยชน์ และน่าสนใจ
พฤศจิกายน 2010 : เฟซบุ๊กขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ในสหรัฐอเมริกา รองจากกูเกิล และอเมซอน
กันยายน 2011 : เปิดฟีเจอร์ใหม่อีกครั้ง นั่นคือ Timeline ที่สามารถย้อนอดีตกลับไปดูสเตตัส ต่างๆ ที่เคยตั้ง รูปภาพที่เคยแชร์ เป็นต้น รวมไปถึงการเพิ่มหน้าปก (Cover) สำหรับหน้าบัญชีส่วนตัว (Profile)
ธันวาคม 2011 : เฟซบุ๊กมีจำนวนผู้ใช้ทั่วโลกรวมกันกว่า 845 ล้านคน ยอดอัปโหลดภาพ 250 ล้านภาพ/วัน ปริมาณการกดไลค์ 2.7 พันล้านครั้ง/วัน และมีกำไรสุทธิกว่า 1 พันล้านเหรียญฯ
กุมภาพันธ์ 2012 : ยื่นเอกสารเพื่อนำเฟซบุ๊กเข้าสู่บริษัทตลาดหุ้นอย่างเป็นทางการ
แหล่งที่มา เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 กุมภาพันธ์ 2555 18:37 น.
วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
JBL OnBeat Air ลำโพงไร้สาย
JBL OnBeat Air ลำโพงไร้สายสุดเก๋ที่ทำงานร่วมได้ทั้งคอมพิวเตอร์และผลิตผลจากค่ายแอปเปิล
JBL OnBeat Air ลำโพงไวร์เลสไร้สาย ดีไซน์สวย สามารถทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์พีซีและผลิตผลจากเครือแอปเปิลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแมค ไอแพด ไอพอด และไอโฟน ที่มีระบบปฏิบัติการตั้งแต่ iOS 4.2 และ iTunes 10.1 ขึ้นไป
การใช้งานก็ง่ายดาย ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของห้องก็สามารถเชื่อมต่อเข้ากับ OnBeat Air ได้ด้วยระบบ Wi-Fi หรือเสียบแกดเจ็ตตระกูลไอทั้งหลายได้โดยตรงผ่าน Dock จะแนวตั้งหรือแนวนอนก็ไม่หวั่น มีฐานวางตัวเครื่องซึ่งสามารถปรับขนาดเล็กและใหญ่ได้ตามใจ เพื่อการรับชมวิดีโอได้เต็มอารมณ์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมการทำงานโดยใช้ IR Remote ของ OnBeat Air ได้อีก แม้จะอยู่ห่างถึง 4.6 ม.เลยก็ตาม
JBL OnBeat Air มาพร้อมกับดีไซน์หรูหรา มีให้เลือก 2 สี คือ สีดำและสีตะกั่ว วางจำหน่ายแล้วในราคา 9,900 บาท
แหล่งที่มา เว็บไซต์โพสทูเดย์ 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 19:51 น.
JBL OnBeat Air ลำโพงไวร์เลสไร้สาย ดีไซน์สวย สามารถทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์พีซีและผลิตผลจากเครือแอปเปิลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแมค ไอแพด ไอพอด และไอโฟน ที่มีระบบปฏิบัติการตั้งแต่ iOS 4.2 และ iTunes 10.1 ขึ้นไป
การใช้งานก็ง่ายดาย ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของห้องก็สามารถเชื่อมต่อเข้ากับ OnBeat Air ได้ด้วยระบบ Wi-Fi หรือเสียบแกดเจ็ตตระกูลไอทั้งหลายได้โดยตรงผ่าน Dock จะแนวตั้งหรือแนวนอนก็ไม่หวั่น มีฐานวางตัวเครื่องซึ่งสามารถปรับขนาดเล็กและใหญ่ได้ตามใจ เพื่อการรับชมวิดีโอได้เต็มอารมณ์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมการทำงานโดยใช้ IR Remote ของ OnBeat Air ได้อีก แม้จะอยู่ห่างถึง 4.6 ม.เลยก็ตาม
JBL OnBeat Air มาพร้อมกับดีไซน์หรูหรา มีให้เลือก 2 สี คือ สีดำและสีตะกั่ว วางจำหน่ายแล้วในราคา 9,900 บาท
แหล่งที่มา เว็บไซต์โพสทูเดย์ 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 19:51 น.
วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
SH771โน้ตบุ๊กสุดบางจากฟูจิสึ
ไลฟ์บุ๊ก SH771 โน้ตบุ๊กบางเบาจากฟูจิตสึด้วยน้ำหนักเพียง 1.22 กก.กับสเปกที่เปี่ยมประสิทธิภาพ
ฟูจิตสึ ไลฟ์บุ๊ก SH771 ที่มีความโดดเด่นด้านดีไซน์ เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดจากฟูจิตสึ พกพาสะดวก เพราะเน้นที่ความเบาและบาง จึงถูกออกแบบให้เป็นโน้ตบุ๊กแบบ 2 แกนพับที่บางและเบาที่สุด ด้วยขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว มีน้ำหนักเพียง 1.22 กก. ตัวเครื่องที่ทำจากแมกนีเซียม อัลลอยที่เบาและคงทน พร้อมกับอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานกว่า 8 ชม. ผู้ใช้ยังสามารถเลือกประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ระหว่าง Intel Core i7 หรือ Intel Core i5 พร้อมรองรับการอัพเกรดฮาร์ดดิสก์ถึง 500GB และหน่วยความจำ 4GB
นอกจากนี้ยังนำเสนอประสิทธิภาพระดับสูงสุดและคุณสมบัติด้าน Multi-Tasking ส่งผลให้ผู้ใช้งานสามารถสนุกกับการทำงานแบบไร้ข้อจำกัดและสนุกกับการท่องอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วกว่าเดิม เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้ จึงมาพร้อมกับคุณสมบัติ USB Anytime Charging และพอร์ต USB 3.0 เพื่อให้ลูกค้าสามารถชาร์จสมาร์ตโฟน เครื่องเกม PSP เครื่องเล่น MP3 และอุปกรณ์อื่นๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา
หน้าจอแบบ SuperFine HD Back-Light LED ที่สว่างถึง 300Nits รองรับความสามารถด้านมัลติมีเดีย เต็มอิ่มกับการชมภาพยนตร์ ไลฟ์บุ๊ก SH771 มี DTS BoostTM ช่วยสร้างประสบการณ์ด้านเสียงที่คมชัด ด้วยการตัดเสียงรบกวนโดยรอบเพื่ออรรถรสทางเสียงที่สมบูรณ์ รองรับ Intel Wireless Display ให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับโทรทัศน์แบบ HD ได้แบบไร้สาย เพื่อการแบ่งปันรูปภาพหรือวิดีโอกับครอบครัวและเพื่อน หรือเพื่อการใช้งานในการนำเสนอ
ไลฟ์บุ๊กSH771 ยังเน้นถึงเรื่องความปลอดภัยอย่างสูงสุด เซ็นเซอร์ลายนิ้วมือที่มาพร้อมกับระบบการยืนยันตัวตน เพื่อปกป้องข้อมูลและไฟล์ที่สำคัญด้วยระบบเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือที่มีไฟ LED โดยไฟจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้า เมื่อสแกนลายนิ้วมือผ่าน โดยไลฟ์บุ๊ก SH771 ใช้เซ็นเซอร์แบบ Semi-Conductor เป็นคลื่นวิทยุในการจับภาพลายพิมพ์นิ้วมือ เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดทุกครั้ง ทำให้ผู้ใช้สบายใจทุกการใช้งานข้อมูลและไฟล์สำคัญ
การออกแบบอันโดดเด่นของไลฟ์บุ๊ก SH771 ยังรวมถึงคุณสมบัติ F-Line ซึ่งถือเป็นการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ และคีย์บอร์ดขนาด 1.7 มม. ด้วยรูปลักษณ์ของคีย์บอร์ดที่ให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์งานได้อย่างยาวนานโดยไม่รู้สึกถึงความเมื่อยล้า คีย์บอร์ดของไลฟ์บุ๊ก SH771 เป็นแบบ Double Injection ที่ให้สีฟ้าสวยงามบ่งบอกถึงความหรูหรา นอกจากนั้นไลฟ์บุ๊ก SH771 ยังมาพร้อมกับ Touch Pad ขนาดใหญ่ และ Scroll Wheel ให้ท่องเว็บไซต์และดูงานเอกสารได้ง่ายขึ้น
แหล่งที่มา เว็บไซต์โพสทูเดย์ 1 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 18:49 น.
ฟูจิตสึ ไลฟ์บุ๊ก SH771 ที่มีความโดดเด่นด้านดีไซน์ เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดจากฟูจิตสึ พกพาสะดวก เพราะเน้นที่ความเบาและบาง จึงถูกออกแบบให้เป็นโน้ตบุ๊กแบบ 2 แกนพับที่บางและเบาที่สุด ด้วยขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว มีน้ำหนักเพียง 1.22 กก. ตัวเครื่องที่ทำจากแมกนีเซียม อัลลอยที่เบาและคงทน พร้อมกับอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานกว่า 8 ชม. ผู้ใช้ยังสามารถเลือกประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ระหว่าง Intel Core i7 หรือ Intel Core i5 พร้อมรองรับการอัพเกรดฮาร์ดดิสก์ถึง 500GB และหน่วยความจำ 4GB
นอกจากนี้ยังนำเสนอประสิทธิภาพระดับสูงสุดและคุณสมบัติด้าน Multi-Tasking ส่งผลให้ผู้ใช้งานสามารถสนุกกับการทำงานแบบไร้ข้อจำกัดและสนุกกับการท่องอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วกว่าเดิม เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้ จึงมาพร้อมกับคุณสมบัติ USB Anytime Charging และพอร์ต USB 3.0 เพื่อให้ลูกค้าสามารถชาร์จสมาร์ตโฟน เครื่องเกม PSP เครื่องเล่น MP3 และอุปกรณ์อื่นๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา
หน้าจอแบบ SuperFine HD Back-Light LED ที่สว่างถึง 300Nits รองรับความสามารถด้านมัลติมีเดีย เต็มอิ่มกับการชมภาพยนตร์ ไลฟ์บุ๊ก SH771 มี DTS BoostTM ช่วยสร้างประสบการณ์ด้านเสียงที่คมชัด ด้วยการตัดเสียงรบกวนโดยรอบเพื่ออรรถรสทางเสียงที่สมบูรณ์ รองรับ Intel Wireless Display ให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับโทรทัศน์แบบ HD ได้แบบไร้สาย เพื่อการแบ่งปันรูปภาพหรือวิดีโอกับครอบครัวและเพื่อน หรือเพื่อการใช้งานในการนำเสนอ
ไลฟ์บุ๊กSH771 ยังเน้นถึงเรื่องความปลอดภัยอย่างสูงสุด เซ็นเซอร์ลายนิ้วมือที่มาพร้อมกับระบบการยืนยันตัวตน เพื่อปกป้องข้อมูลและไฟล์ที่สำคัญด้วยระบบเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือที่มีไฟ LED โดยไฟจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้า เมื่อสแกนลายนิ้วมือผ่าน โดยไลฟ์บุ๊ก SH771 ใช้เซ็นเซอร์แบบ Semi-Conductor เป็นคลื่นวิทยุในการจับภาพลายพิมพ์นิ้วมือ เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดทุกครั้ง ทำให้ผู้ใช้สบายใจทุกการใช้งานข้อมูลและไฟล์สำคัญ
การออกแบบอันโดดเด่นของไลฟ์บุ๊ก SH771 ยังรวมถึงคุณสมบัติ F-Line ซึ่งถือเป็นการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ และคีย์บอร์ดขนาด 1.7 มม. ด้วยรูปลักษณ์ของคีย์บอร์ดที่ให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์งานได้อย่างยาวนานโดยไม่รู้สึกถึงความเมื่อยล้า คีย์บอร์ดของไลฟ์บุ๊ก SH771 เป็นแบบ Double Injection ที่ให้สีฟ้าสวยงามบ่งบอกถึงความหรูหรา นอกจากนั้นไลฟ์บุ๊ก SH771 ยังมาพร้อมกับ Touch Pad ขนาดใหญ่ และ Scroll Wheel ให้ท่องเว็บไซต์และดูงานเอกสารได้ง่ายขึ้น
แหล่งที่มา เว็บไซต์โพสทูเดย์ 1 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 18:49 น.
หูฟังสุดเก๋จากฟิลิปส์
ฟิลิปส์แนะนำหูฟังรุ่นใหม่เพื่อกลุ่มผู้รักการออกกำลังกายพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานร่วมกับโทรศัพท์มือถือ
บริษัท ฟิลิปส์อิเล็กทรอนิกส์ แนะนำหูฟังรุ่นใหม่ Philips Sport In-Ear Headset SHQ1017 ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ที่รักการออกกำลังกายเพลิดเพลินกับเพลงโปรดได้อย่างมีความสุข มาพร้อมกับฟังก์ชั่น Small Talk ใช้ร่วมกับโทรศัพท์มือถือ พิเศษด้วยรีโมตคอนโทรลสามารถควบคุมการทำงานจาก iPhone/ iPad/ iPod ได้อีกด้วย ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ด้วยคุณภาพเสียงที่สมบูรณ์แบบ มีน้ำหนักเบาและยืดหยุ่นได้เพื่อความกระชับขณะออกกำลังกายและฟังเพลงไปพร้อมๆ กัน โดยมีสายยาว 1.2 ม.
อีกคุณสมบัติเด่นของ หูฟัง Philips SHQ1017 มาพร้อมกับยางหุ้มลำโพงทำจากซิลิคอนชนิดพิเศษที่ป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และมีคุณสมบัติอ่อนนุ่มเป็นพิเศษทำให้สวมใส่ได้อย่างสบายและฟังเพลงได้ต่อเนื่องโดยไม่ปวดล้า นอกจากนี้ยางหุ้มยังเป็นเสมือนผนึกกั้นเพื่อป้องกันเหงื่อที่เกิดขึ้นจากการออกกำลังกายไหลเข้าหู 1 ชุด จะมาพร้อมกับยางครอบหูฟังที่มีให้เลือกถึง 3 ขนาด ตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ เพื่อให้สวมใส่ได้พอดีกับหูผู้ฟัง ราคา 1,490 บาท
แหล่งที่มา เว็บไซต์โพสทูเดย์ 1 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 18:52 น.
บริษัท ฟิลิปส์อิเล็กทรอนิกส์ แนะนำหูฟังรุ่นใหม่ Philips Sport In-Ear Headset SHQ1017 ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ที่รักการออกกำลังกายเพลิดเพลินกับเพลงโปรดได้อย่างมีความสุข มาพร้อมกับฟังก์ชั่น Small Talk ใช้ร่วมกับโทรศัพท์มือถือ พิเศษด้วยรีโมตคอนโทรลสามารถควบคุมการทำงานจาก iPhone/ iPad/ iPod ได้อีกด้วย ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ด้วยคุณภาพเสียงที่สมบูรณ์แบบ มีน้ำหนักเบาและยืดหยุ่นได้เพื่อความกระชับขณะออกกำลังกายและฟังเพลงไปพร้อมๆ กัน โดยมีสายยาว 1.2 ม.
อีกคุณสมบัติเด่นของ หูฟัง Philips SHQ1017 มาพร้อมกับยางหุ้มลำโพงทำจากซิลิคอนชนิดพิเศษที่ป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และมีคุณสมบัติอ่อนนุ่มเป็นพิเศษทำให้สวมใส่ได้อย่างสบายและฟังเพลงได้ต่อเนื่องโดยไม่ปวดล้า นอกจากนี้ยางหุ้มยังเป็นเสมือนผนึกกั้นเพื่อป้องกันเหงื่อที่เกิดขึ้นจากการออกกำลังกายไหลเข้าหู 1 ชุด จะมาพร้อมกับยางครอบหูฟังที่มีให้เลือกถึง 3 ขนาด ตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ เพื่อให้สวมใส่ได้พอดีกับหูผู้ฟัง ราคา 1,490 บาท
แหล่งที่มา เว็บไซต์โพสทูเดย์ 1 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 18:52 น.
วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
คนใช้เฟซบุ๊กใกล้ถึงพันล้าน
"เฟซบุ๊ก"คาดยอดผู้ใช้แตะพันล้านคนภายใน ส.ค.ปีนี้ ขณะที่ทวิตเตอร์ทะลุหลักร้อยล้านไปเรียบร้อย
จากการแถลงผลประกอบการล่าสุดของ เฟซบุ๊ก เมื่อปีที่แล้ว คงต้องยกให้เฟซบุ๊ก (www.facebook.com) เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กอันดับหนึ่งที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด เพราะว่ายอดการเติบโตได้ก้าวผ่าน 800 ล้านคนไปแล้ว หลังจากที่ก่อตั้งเว็บขึ้นมาเมื่อปี 2549 แถมยังมีนักวิเคราะห์ Gregory Lyons ได้ทำรายงานออกมาว่า เฟซบุ๊กจะมีจำนวนผู้ใช้ครบ 1,000 ล้านคนในเดือน ส.ค.ของปีนี้ !! โดยทำการคาดคะเนจากกราฟที่มีลักษณะพุ่งเป็นเส้นตรง และยังเสริมอีกว่า ตอนนี้ยอดผู้ใช้ของเฟซบุ๊กยังจะโตได้อีก เพราะประเทศที่มีจำนวนประชากรมากคือประเทศอินเดีย ยังมีการสมัครใช้เฟซบุ๊กเพียง 3% เท่านั้น ส่วนโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ เช่น Twitter มี 100 ล้านคน (ก.ย. 2554), LinkedIn 130 ล้านคน และ Google+ มี 49 ล้านคน (ธ.ค. 2554)
แหล่งที่มา เว็บไซต์โพสทูเดย์ 1 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 14:15 น.
จากการแถลงผลประกอบการล่าสุดของ เฟซบุ๊ก เมื่อปีที่แล้ว คงต้องยกให้เฟซบุ๊ก (www.facebook.com) เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กอันดับหนึ่งที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด เพราะว่ายอดการเติบโตได้ก้าวผ่าน 800 ล้านคนไปแล้ว หลังจากที่ก่อตั้งเว็บขึ้นมาเมื่อปี 2549 แถมยังมีนักวิเคราะห์ Gregory Lyons ได้ทำรายงานออกมาว่า เฟซบุ๊กจะมีจำนวนผู้ใช้ครบ 1,000 ล้านคนในเดือน ส.ค.ของปีนี้ !! โดยทำการคาดคะเนจากกราฟที่มีลักษณะพุ่งเป็นเส้นตรง และยังเสริมอีกว่า ตอนนี้ยอดผู้ใช้ของเฟซบุ๊กยังจะโตได้อีก เพราะประเทศที่มีจำนวนประชากรมากคือประเทศอินเดีย ยังมีการสมัครใช้เฟซบุ๊กเพียง 3% เท่านั้น ส่วนโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ เช่น Twitter มี 100 ล้านคน (ก.ย. 2554), LinkedIn 130 ล้านคน และ Google+ มี 49 ล้านคน (ธ.ค. 2554)
แหล่งที่มา เว็บไซต์โพสทูเดย์ 1 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 14:15 น.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)